……………………………………
การอธิบายหลักการกระบวนทัศน์องค์รวมพหุภาพ9 มิติ ในฟิสิกส์ระบำปลายเท้าจะเป็น
การทำความเข้าใจหลักๆในกรอบขององค์รวมพหุภาพกายภาพหรือมิติที่7....มิติที่8องค์
รวมพหุภาพเวลา....และมิติที่9องค์รวมพหุภาพอันเป็นองค์รวมของมิติต่างๆทั้งหมด
ที่กล่าวมา...
..........โดยการใช้หลักการเหล่านี้อธิบายปรากฏการณ์แห่งสรรพสิ่ง...เช่นทางด้าน
สังคม...ทางฟิสิกส์ธรรมชาติทั้งด้านมหภาคและจุลภาคไปถึงหน่วยย่อยอนุภาค...ทาง
จิตใจของคนเราอันได้แก่สิ่งที่เป็นนามธรรมต่างๆเช่นอารมณ์..สุนทรียภาพความงาม
ความรักเป็นต้น...ทางจิตวิญญาณที่เป็นมวลพลังงานดำรงอยู่ในจักรวาล...
...............................................
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE) : (ตอน..สุนทรียภาพ...ความงามความรัก)
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
ผม reddragon ต้องขออภัยถ้าหากการบันทึกไดอารี่ในช่วงที่ผมบันทึกแทน...หลี่หง
หลงในหน้านี้มันแข็งทื่อและไร้อารมณ์...เป็นเพราะอาการของยาชาที่ฉีดไว้ที่หัวใจ
มันออกฤทธิ์เต็มที่....
พร้อมๆกับหัวใจที่เมาเมา....ก็อาจทำให้อ่านแล้วมึนงง....ไม่ต้องโทษใครหรอกครับ
ที่มึนๆนะเพราะผู้เขียนเองบันทึกแบบเซๆและชาๆนะครับ....
สุนทรียภาพ....ความงามและความรักที่เกิดขึ้นบนสนามแรงเสมือน...หรือโลกของไซ
เบอร์สเปซ....ดังได้กล่าวมานอกจากเสียงแห่งหัวใจแล้ว...
ยังมีการก่อรูปเป็นองค์รวมใหม่อันเกิดจาก แสง สี และความร้อน....
มนุษย์ทุกคนในโลก....หากเมื่อทำการวิเคราะห์แบบแยกส่วนกว้างๆประกอบไปด้วยระบบ
แห่งองค์รวมใหญ่2องค์รวมคือองค์รวมทางวัตถุหรือทางกายภาพ...และองค์รวมทางด้าน
จิตใจ
ในการวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อยลงไปในโลกทางวัตถุ....ในสิ่งที่เล็กที่สุด...
ปัจจุบันเท่าที่เราตรวจวัดได้ก็จะพบว่าในหน่วยย่อยเล็กระดับควาร์ก...ก็ยังเป็น
การประกอบกันขึ้นมาจากมวลพลังงานอื่นๆมากมายเช่นกลูออนพลาสม่า เป็นต้น....หามี
อนุภาคใดๆที่ดำรงตนเองหรือก่อเกิดขึ้นมาอย่างอิสระ....
การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย....เรายังพบว่าอนุภาคยังมีการแสดงออกใน2ลักษณะคือ
เป็นอนุภาคและในอีกสถานะคือเป็นคลื่น..
ในทางคณิตศาสตร์ปัจจุบัน...เราไม่สามารถประมาณค่าที่แน่นอนได้...เช่นค่าอินฟินิ
ตี้...ค่าอนันต์เป็นต้น....
ดังนั้นการอ้างอิงในสิ่งที่เป็นนามธรรมด้วยรูปแบบของการสร้างแบบจำลองทาง
คณิตศาสตร์จึงมีข้อจำกัดที่จะหาค่าประมาณการ......ดังเช่น แบบวิธีวิเคราะห์ เอส มาร์ทริก ที่วอร์เนอร์ ไฮเซนเบร์กซึ่งใช้ในการวิเคราะห์หาประมาณการตำแหน่ง
แห่งที่ของสิ่งที่เล็กที่สุดของวัตถุหรืออนุภาค...ก็ยังได้ข้อมูลกว้างๆเท่านั้น
ของความน่าจะเป็น......
หรือค่าของผลกระทบของผีเสื้อที่เราคำนวนไม่ได้จากข้อจำกัดแบบจำลองทาง
คณิตศาสตร์...เราจะเห็นได้ว่าแบบวิธีคิดหรือแบบจำลองในสิ่งี่เราเรียกว่าวิทยา
ศาสตร์ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดมากมายในการหาค่าประมาณการ....
การวิเคราะห์แบบองค์รวม(holistic) จะเห็นได้ว่าองค์รวมของมนุษย์ไม่อาจจะแยกส่วน
ระหว่างกายภาพและจิตใจได้..และต่างเกิดผลกระทบซึ่งกันและกัน..และมีคุณสมบัติที่
เป็นเฉพาะขององค์รวมแต่ละองค์รวมที่ไม่เหมือนกัน....และแสดงคุณสมบัติที่แตกต่าง
กัน...โดยไม่มีมนุษย์คนไหนบนโลกนี้ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ.....
การตรวจวัดในทางอารมณ์หรือทางจิตใจ....ซึ่งต้องใช้องค์รวมอายตนะของมนุษย์แต่ละ
คนเป็นเครื่องวัด.....ก็ไม่อาจจะคำตอบที่เป็นแบบกลไก....เช่นสิ่งที่ป้อนเข้า
ไป...และผลออกมา..จะต้องออกมาเหมือนกันแบบกลไก....
ยกตัวอย่างง่ายๆ....เอาก้อนหิน 1 กิโลกรัม ....วางบนมือคน10 คน...น้ำหนักในใจ
แต่ละคนยังไม่เท่ากันเลย....และไม่มีค่าที่แน่นอนทุกประการว่าน้ำหนักในใจแต่ละ
คนเท่ากัน...
เมื่ออารมณ์แห่งความรักของแต่ละคนก่อเกิดจากอันตรกิริยาขององค์รวมอันแตกต่าง
กัน...แต่ละคนก็มีคุณสมบัติขององค์รวมที่แตกต่างในการตรวจวัด....และแตกต่างใน
คุณภาพขององค์รวมในการตรวจวัด......
อืม...แล้วหัวใจเซๆ...อย่างผม....ไหนเลยผมจะตรวจวัดได้นี่.....มันเปลี่ยนแปลง
ราวกังหัน...หมุนวนวันละร้อยหนของระบบความเร็วสูง....เพราะตาลาย...กับความรักบน
โลกเสมือนแห่งนี้...
สงสัยยาชา...จะเริ่มจางครับ...!!!
...............................
ผม reddragon....อ่านบันทึกคำสารภาพ(บาป)ของซุนปิน ต่อในอีกหน้า...ซึ่งบันทึก
หัวข้อว่าบันทึกข้อมูลทางฟิสิกส์กายภาพและชีวภาพของกุหลาบ...บนสนามแรง
เสมือน....ซึ่งบันทึกไว้ดังนี้...
“ ผม...ซุนปิน...ได้เข้าไปยังสวนดอก......
เอ้อ....ขอโทษคอแห้งเสียงขาดหายไปหน่อยกุหลาบบางดอกมองค้อนขวับผมเลยต้องพูด
ต่อ......
....สวนดอกกุหลาบครับ...ในหมู่บ้านในไซเบอร์แห่งหนึ่ง....และได้แวะทักทายกับ
กุหลาบต่างๆมากมาย...เพื่อสัมผัสกับข้อมูลทางแสงสีเสียงและความร้อนแห่ง
กุหลาบ....ในสนามแรงโลกเสมือน...
มันเป็นสิ่งที่ลำบากมากนะครับ....ที่จะใช้สมการคณิตศาสตร์แห่งโลกวัตถุตรวจวัดใน
เชิงประจักษ์นิยมขององค์รวมอารมณ์แห่งความรัก......เพราะสิ่งที่ตรวจวัดนั้นมัน
มีค่าอนันต์ในโลกของวัตถุ....และหยั่งวัดความรู้สึกได้ก็ต้องใช้สุนทรียภาพของ
อารมณ์หรือการสัมผัสเสียงสีแสงความร้อนแห่งหัวใจ....
อย่างเช่น...อักษรของคำว่า..รัก...ที่ปรากฏบนหน้าจอ...แค่คำเดียวพลังงานศักย์
ที่ดำรงอยู่มหาศาล...เกินกว่าตรวจวัดได้ในทางวัตถุ...หากวัดทางวัตถุจะเห็นได้
ว่าพลังงานมหาศาลกว่าจะมาเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งพลังงานในการผลิตวัตถุดิบ..การ
จัดการ......และในตัวผมเองที่บริโภคอาหารมาหลายปีกว่าจะเกิดการรับรู้ของพลังงาน
ความรักที่มีพัฒนาการยกระดับไปเรื่อยในทางจิตใจ...และยังรวมไปถึงอันตรกิริยากับ
ภายนอก....กับคนที่เรารักและผลกระทบกลับ....
พลังงานศักย์ของความรักที่ดำรงอยู่เหล่านี้ในทางวัตถุ...มันมีค่าศักย์ที่ดำรง
อยู่มหาศาลยังหาค่าประมาณการไม่ได้....
ผม..ซุนปินต้องขออภัย...กุหลาบทุกดอก..ในหมู่บ้านแห่งนี้ถ้าหากว่าข้อมูลที่
บันทึกนี้อาจทำให้กุหลาบในโลกเสมือนแห่งนี้ไม่พอใจ...เพราะอาจเป็นข้อสรุปของผม
ซุนปินที่มองเพียงผิวเผินแห่งข้อมูลดิบที่มีอันตรกิริยากับตนเอง.....โดยกระบวน
แห่งอันตรกิริยามีขอบเขตที่กว้างกว่าโลกทางวัตถุคือเมื่อเทียบกับโลกทางวัตถุ
อย่างสัมพัทธ์ก็จะเป็นอันตรกิริยาของอดีตปัจจุบันและอนาคตในขอบเขตของกาลาวกา
ศ.....และไม่ขึ้นกับกฎอนุรักษ์มวลพลังงานในทางวัตถุ...
กุหลาบดอกนั้น...แห่งอดีตกาลก่อรูปขึ้นในใจผม....ในต้นแรกเมื่อผมเดินเข้ามาผม
ทักทายกับเธอ...และสัมผัสกับความหวานและนุ่มนวล...ความอบอุ่น..และกลิ่นหอมบาง
เบาที่โชยมา...มันทำให้เกิดความรู้สึกที่อยากได้มาไว้ครอบครองไว้ในใจ....
ผมต้องถามตัวเอง...การครอบครองอย่างหยาบๆเหมือนโลกทางวัตถุเพื่อตนเองมันจะ
ยั่งยืนชั่วฟ้าดินสลายหรือ....เมื่อกุหลาบแดงดอกนั้นที่เอาเก็บไว้ในสมุดบันทึก
มาหลายปีมันก็เป็นเพียงดอกไม้แห้งแบนตามน้ำหนักกระดาษที่ทับและก็ไร้กลิ่น
หอม....หาได้ชั่วฟ้าดินสลายในการครอบครองไม่
แต่ทำไมมันยังดำรงอยู่ในใจ....ผมถามตัวเอง...และก็ได้คำตอบ....มิตรภาพและ ความ
ดีงามที่เธอให้มาต่างหากดำรงอยู่ในใจผม....มายาวนาน.....รูปทางวัตถุที่แปร
เปลี่ยนไปตามทางธรรมชาติหาได้คงที่ไม่....
“ เจ้าอยากจะได้กุหลาบมาครอบครองไว้ในใจ....แล้วจะอยู่ได้นานหรือเมื่อเจ้าเองก็
ไม่ได้ให้ความรักอะไร...แก่กุหลาบ.”....ผมถามตนเอง...
เพียงแค่อยากให้กุหลาบมาไว้ในการครอบครองตามความต้องการ...ชั่วฟ้าดินสลาย...
หากไม่มอบความรักที่บริสุทธิ์...ไหนเลยจะได้รับมิตรภาพและรอยยิ้มจากกุหลาบเพื่อ
ที่จะเก็บเอาความประทับใจเหล่านั้นมาไว้ในใจ....
ผมยังคงยืนวนเวียนอยู่ที่ต้นกุหลาบต้นนั้นที่ก่อรูปของอารมณ์ในองค์รวมแห่งความ
รักที่เกิดขึ้นอย่างหยาบๆ.......ในที่สุดก็ต้องตัดใจเมื่อนึกถึงภารกิจที่ได้รับ
มอบหมายจาก..reddragon….
หากไม่เดินต่อไปไหนเลยจะหาข้อมูลดิบได้....เมื่อกุหลาบยังมีอีกมากมายและนี่
เพียงแค่ระบบความเร็วขั้นต่ำเท่านั้น...ระบบความเร็วที่สูงกว่านี้แล้วเจ้าจะทำ
ได้หรือ...และยังจะมีโลกแห่งความเร็วที่สูงกว่านี้อีก...ไปจนถึงอนันต์
ผมเดินจากกุหลาบต้นนั้นที่เกิดอันตรกิริยาจากอดีตด้วยความปวดร้าว......แต่ก็ไม่
วายหันไปชำเลืองดูอีกรอบ...
การมอบมิตรภาพและความรักออกไปจากตัวตนต่างหากที่จะคงความรักชั่วฟ้าดิน
สลาย......ผมต้องเตือนตนเอง....เพราะผลจากการกระทำเช่นนั้นจึงจะได้รับความรัก
ที่บริสุทธิ์กลับมาเก็บไว้ในใจ....
ความรักที่สัมผัสได้จาก...แสงสีเสียงและอุณหภูมิแห่งหัวใจ...ย่อมเบา
บางบริสุทธิ์..ไร้ซึ่งความหวาดระแวงเคลือบแคลงสงสัยใดๆซึ่งกันและกัน.......และ
สัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น...
ผมสัมผัสกับความอดทนเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกุหลาบต้นหนึ่ง....ที่เผื่อแผ่ความรัก
ออกมาด้วยมิตรภาพที่มีต่อต้นอื่นๆ....ทั้งๆที่กุหลาบดอกนั้นกิ่งก้านลำต้นอ่อนแอ
ยิ่งนักด้วยโรคร้ายที่รุมล้อม...
กุหลาบ...หลายดอกปวดร้าว..ทั้งๆที่รูปโฉมแห่งการที่ผมสัมผัสด้วยตัวอักษรมันจะ
ปิดบัง....แต่ผมมองเห็นความงดงามความรักและมิตรภาพแห่งจิตใจที่ดีงามของเธอ...
มันอยู่ลึกเหนือการสัมผัสด้วยสายตาในโลกทางกายภาพจากตัวอักษรบนคอมพิวเตอร์ที่
เป็นสื่อเข้าสู่โลกเสมือน......
บางดอก...ก็แสดงออกในเรื่องโฉมภายนอกเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือรับความรัก
จาก..กุหลาบอื่นๆ....ความจริงแล้วมีความงดงามอีกมากมายภายในที่ให้สัมผัส
ได้....
บางครั้งก็แสดงออกในลักษณะประชดประชันกับ...ความงดงามจอมปลอมหรือหน้ากากจากภาย
นอก.....จนทำให้ดอกกุหลาบอื่นๆดูว่าก้าวร้าวและแปลกแยก...แต่ที่จริงแล้วยังมี
ความงดงามในใจถ้าหากกุหลาบเหล่านั้นสัมผัสกับภายในของตน....
ผมเห็นกุหลาบน้อย...บางดอกที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว....ได้รับมิตรภาพอันอบอุ่น
จากมวลกุหลาบที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กุหลาบน้อยๆเหล่านั้น....
เราไม่อาจจะสัมผัส...แสงสีเสียงแห่งความรักที่บริสุทธิ์เหล่านี้ได้.....หากเรา
คิดเพียงจะครอบครองให้ได้มา...เพื่อเพียงให้คนอื่นรักเรา....ให้สังคมรักเรา...
ให้ประเทศชาติและมวลมนุษยชาติรักเรา...แต่เพียงฝ่ายเดียว.....
โดยเราไม่ได้ให้ความรักความที่บริสุทธิ์ออกไป....มีเพียงการแสดงออกก็เพียงเพื่อ
หวังครอบครองแห่งตน....
ความรักที่บริสุทธิ์....บางเบาเกินกว่าสิ่งหยาบกร้านทางกายภาพจะรับรู้.....และ
นอกเหนือจากโลกกายภาพที่สัมผัส....ยกเว้นจิตใจที่ใสสะอาด....
รักบริสุทธิ์จากการที่เราให้ไป....จะตราตรึงอยู่ในใจแห่งผู้ให้และผู้รับ....
ชั่วฟ้าดินสลาย..
ความรักที่เกิดขึ้นอย่างชั่วฟ้าดินสลาย....เกิดจากการที่เราให้ออกไป...
เมื่อมีแต่ความรักออกไป....เราจึงตัดความโกรธความเกลียดของเขาเหล่านั้นออกไป
ได้...
เหลือเพียงแต่ความรัก.....ที่เรานำมาหล่อหลอมใหม่ในใจเรา....
เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทั้งในขอบเขต...และกาลเวลา...รวมทั้งระบบของ
ความเร็ว..
ขอบเขตุของ...อดีตที่กว้างขึ้น...ปัจจุบัน..และอนาคตที่กว้างขึ้น...
เมื่อเทียบกับโลกทางวัตถุ...อย่างสัมพัทธ์....
ผิดไหมครับ...ท่าน reddragon....ที่ผมจะรักกุหลาบเหล่านี้....
บาป...ไหมครับ...ถ้าผมจะรักเธอชั่วฟ้าดินสลาย.....
รักในความดีงาม....ความบริสุทธิ์ใจของเธอที่แสดงออกมา.....จากส่วนลึกสุดในใจ..
ที่ผมนำมาหล่อหลอมในจิตใจใหม่....
ผมขอรักเธอ...ชั่วฟ้าดินสลาย....บาปไหมครับ...!!!
และจะขอรักอย่างไม่มีความหวาดระแวงเคลือบแคลงสงสัยใดๆ...ครับ..
ทั้งๆที่ผมไม่เคยเจอรูปร่างทางกายภาพ...ของกุหลาบเหล่านี้แม้แต่ดอกเดียว...!!!
สัมผัสเพียง...อณูแห่งความรักที่แผ่มาจากตัวอักษรที่ลึกลงไปในหัวใจ......
...................................
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE...Theory Of Everything ) 5
การก่อรูปกระบวนการรวมตัวหรือที่เรียกว่ากระบวนการฟิวชั่นทางอารมณ์แห่ง
สุนทรียภาพของความรักในสนามแรงเสมือน อันเกิดจากอันตรกิริยาระหว่างวัตถุจากภาย
นอกกับจิตใจ
วัตถุจากภายนอกเช่น....แสง สี เสียง อุณหภูมิ กลิ่น รสชาติ รูปทรงต่างๆ หรือ
สุนทรียภาพจากความงดงามต่างๆ เป็นต้นที่อายตนะสามารถรับรู้ได้...
การรับรู้ในจิตใจที่ผ่าน สื่อ ในรูปแบบต่างๆในการทำปฏิกิริยากับภายในจิตใจ รวม
ไปถึงตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆในกระบวนการของอันตรกิริยา
เสียงของหัวใจ....ที่เกิดจาก สื่อ ในรูปศิลปินซึ่งเป็นสื่อสำคัญ ในการถ่ายทอด
เสียงทางวัตถุ..ทำให้เกิดกระบวนการหล่อหลอมตัวขึ้นมาในใจคนเรา
จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า...ทำไมศิลปินจึงเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไปมากกว่า
นักการเมือง....ก็เพราะ ศิลปิน ก็คือสื่อ ที่สามารถสื่อสัญญาณความถี่เสียงแห่ง
หัวใจได้ในรูปแบบหนึ่งที่แต่ละคนนำไปก่อรูปการขึ้นมาใหม่ในการก่อรูปทางอารมณ์
ของตน
นั่นคือการก่อรูปการแห่งความรัก....ที่มีธาตุแท้แห่งความบริสุทธิ์ ความใสสะอาด ความจริงใจ ความเข้าใจ ความมั่นคง ความซื่อสัตย์ที่ชั่วฟ้าดินสลาย อันเป็นสิ่ง
ที่แต่ละคนไฝ่ฝันหา....
ความรักและสายใยมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างหญิงชาย และ
ระหว่างตัวเราเองกับธรรมชาติรอบข้าง
เสียงแห่งความรักที่เกิดขึ้นบนสนามแรงเสมือนที่บริสุทธิ์ใส แผ่พริ้วบางเบาที่
ล่องลอยมา
หากมิฟังด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ ก็ไม่อาจจะได้ยิน.....หรืออาจได้ยินก็แต่เพียง
แผ่วเบา...
เสียงของหัวใจที่ล่องลอยมาอย่างต่อเนื่อง.....
ราวกับสายน้ำแห่งความรัก ที่รินไหลอย่างต่อเนื่องของกาลาวกาศแห่งห้วงหัวใจ
รายร้อยสายโซ่แห่งสัญญาใจ....
ให้กันและกัน.....ตราบชั่วฟ้าดินสลาย....
...................................
ผม reddragon ที่ต้องมาบันทึกในหน้านี้เนื่องจากขอร้องให้ หลี่หงหลง บันทึก
เกี่ยวกับฟิสิกส์สุนทรียภาพความรักบนสนามแรงเสมือน แต่ก็เห็นบันทึกค้างไว้
เพิ่งเดินสวนทางกันก่อนผมมาบันทึกในห้องนี้ หลี่หงหลง บอกว่าจะออกไปซื้อแว่นตา
กันน้ำ...กับยาหยอดตาแก้ตาอักเสบ
เขาบอกผมว่า บันทึกฟิสิกส์ให้ผมแล้วมันมึนหัว.....แถมปวดตาอีกต่างหาก
แล้วนี่ จะให้เขาช่วยบันทึก เรื่องฟิสิกส์ แสง สี ความร้อน ของความงามความรัก ได้ไหมนี่...?
ซุนปิน ก็หายไปหลงแสงสีในโลกเสมือนอยู่ นี่ หลี่หงหลงก็มาเป็นไปอีกคนแล้ว
หรือว่า เสียงของหัวใจ มันกระแทกจนผนึกลมปราณไม่ทัน....
มิผิด...ฤา หลี่หงหลง เก็บงำประกาย มิอาจแพร่งพรายตำนานอันใดออกมาได้
เอ..นี่เสียงหัวใจผมชักเต้นแปลกๆอีกแล้ว...
สงสัยว่าพรุ่งนี้จะต้องไปหาหมออีกแล้วมั้ง....
แนะ..แนะ !!!อย่าคิดอะไรแบบนั้น....ไม่มีอะไรหรอก..
ก็แค่ไปให้หมอฉีดยาชาที่หัวใจให้อีกเข็ม...ก็เท่านั้นเอง..!!!
Reddragon บันทึกแทน
..............................................
ฟิสิกส์แห่งแสง สี ความร้อนแห่งความรัก
บนสนามแรงเสมือน
รัก...แค่คำเดียวที่อยากพูดออกไปและอยากจะได้ยิน...วันละล้านๆๆๆๆหนอย่างมิเบื่อ
หน่าย....
ผม reddragon ต้องถามตัวเอง...
แค่เสียงของหัวใจ....ยังไม่เพียงพออีกหรือ..??!!!ถึงต้องมาฟัง แพ้ใจ จากน้อง 2 become 1 เพื่อตอกย้ำ....เวอร์ชั่น ใหม่ เจริญปุระ ยังไม่พออีกหรือ..
เอาอีกแล้ว reddragon อืม!!!.....ขอเวลาพักสักนิดหนึ่งนะครับ...ให้ยาชาที่ฉีด
ไว้ที่หัวใจออกฤทธิ์ก่อนไม่งั้นมันบันทึกหลักการฟิสิกส์ทางอารมณ์ไม่ได้....
เอ้อ..เริ่มได้ที่แล้วหัวใจเริ่มชาแล้ว....ขอเริ่มตำนาน..เอ้อ..พิมพ์ผิดไปครับ
มันเป็นวิชาการจริงๆนะนี่..คงใช้ว่าตำนานไม่ได้....ขอเริ่มกลศาสตร์แห่งแสงสี
ความร้อนของอารมณ์ความรักเลยนะครับ....
ผมหยิบบันทึกข้อมูลดิบ...ที่ซุนปินไปสัมผัสข้อมูลดิบของอารมณ์ที่สัมผัสตัวตนได้
บนสนามแรงเสมือนของโลกไซเบอร์.....คงจะให้คำอธิบายได้ดีกว่าผม....ในการไปสัมผัส
ข้อมูลแสงสีความร้อน...
คำสารภาพ(บาป)ของซุนปิน
บันทึกไว้ดังนี้: ท่าน reddragon ครับ...ท่านบอกผมว่าผมอารมณ์ออ่นไหวและสัมผัส
กับระบบความเร็วที่เหนือกว่าความเร็วแสงของความรักที่จะเดินทางและแปรปรวนที่
เร็วสูงมากของอารมณ์และให้ระมัดระวังแต่ในที่สุดครับท่าน...ผมก็แพ้ใจ...จนได้..
คือมันเป็นแบบนี้ครับ....
ผมเข้าไปใน...หมู่บ้านในไซเบอร์....ความรักมันโชยมาปะทะผมยังตั้งตัวไม่ติด
เลย...
องค์รวมของแสงที่ประกอบเป็นตัวอักษร....เต็มไปด้วยพลังงานที่หลากหลายของ
อารมณ์...
ท่านให้ผม..เก็บเฉพาะข้อมูลความรัก...ผมก็เลยเลือกเก็บเฉพาะข้อมูลความรักตาม
ท่านบอก...
บ้านแต่ละหลัง...ที่ผมสัมผัสได้จากแสงของตัวอักษร....และสีที่เธอแต้มลงไป...
บางบ้านจากรอยสัมผัสบนตัวอักษรที่เธอถ่ายทอดผ่านมามันมีพลังงานความรักที่สูงจน
ตรวจวัดไม่ได้....
บางบ้านแสงจากตัวอักษรบนหัวใจของเธอ...วาดเป็นขุนเขาลำธารใส....ดอกไม้สวย
ผีเสื้อโบยบิน...บางหลัง...เธอเอาชอ็กโกแล็ตไปติดไว้ให้พระอาทิตย์ได้กิน...จะ
ได้มีหัวใจหวานๆแปลกแฮะไม่ยักละลาย....
บางบ้าน...แม้ว่าแสงจากตัวอักษรบนหัวใจของเธอเขียนด้วยหมึกสีดำ...แต่นั่นแหละ
ธรรมชาติมันก็มีหลายสี...ผมเอาหิ่งห้อยไปติดไว้ให้ก็เป็นความสวยงามของยามค่ำคืน
ครับ...ตอนเช้าพระอาทิตย์ก็สว่างเท่านั้นเองแหละ....บางคนก็ช่วยเอาดวงจันทร์และ
ดาวน้อยๆ...ไปแขวนไว้ให้...ไม่ให้บ้านมันมืดมน..
มวลพลังงานความรักจากแสงของตัวอักษรเหล่านี้...
ผม..เก็บเอาความงดงามของแต่ละคนในแต่ละบ้าน....องค์รวมความงดงามของแต่ละคนที่
แตกต่างกันไป....เป็นอารมณ์ อุดมคติ ที่ผมไฝ่ฝันหา.....บางคนผมก็ชอบเสน่ห์ที่
น่ารัก...บางคนก็เปิดเผยจริงใจ....บางคนก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่....บางคนก็งอนมั่ง
นิดๆแต่นั่นแหละเป็นเสน่ห์ที่น่ารักอย่างหนึ่ง...ฯลฯ...
มวลพลังงานความรักเหล่านี้...หลายองค์รวมดังกล่าวได้ก่อรูปการใหม่ในจิตใจผม...
เป็นองค์รวมแห่งจินตนาการของคนรักในอุดมคติ......ที่รักกันชั่วฟ้าดินสลาย....
นี่เป็นแค่องค์รวมแห่งอารมณ์หนึ่งในความรักแบบชายหญิงที่เกิดขึ้น....
ยังมีองค์รวมความรักหลายๆองค์รวมที่เกิดขึ้น....
เป็นการทับซ้อนขององค์รวมภายใต้ระบบความเร็วสูง....ที่เริ่มต้นที่ความเร็ว
แสง...
และการแปรเปลี่ยนที่เร็วสูงมาก...ของอันตรกิริยาต่างๆ.....ใจของผมไม่มั่นคงพอ
ที่จะยกระดับไปสู่ความรักที่สูงขึ้นและยิ่งใหญ่...คือความรักที่กระจายอยู่อย่าง
อนันต์กาล...ชั่วฟ้าดินสลายในจักรวาลนี้ในหลายระบบความเร็วที่สูงและสูงยิ่ง
ขึ้น.....จนถึงอนันต์และชั่วฟ้าดินสลาย....
ท่านreddragon.....ครับ...
ผมแพ้ใจ...ครับ...
ผมสัมผัสกับมวลพลังงานความรักที่เดินทางมาก่อน..แสงจากตัวอักษร...ครับ...!!!
……………………………………
สุนทรียภาพของความรักในสนามแรงเสมือน อันเกิดจากอันตรกิริยาระหว่างวัตถุจากภาย
นอกกับจิตใจ
วัตถุจากภายนอกเช่น....แสง สี เสียง อุณหภูมิ กลิ่น รสชาติ รูปทรงต่างๆ หรือ
สุนทรียภาพจากความงดงามต่างๆ เป็นต้นที่อายตนะสามารถรับรู้ได้...
การรับรู้ในจิตใจที่ผ่าน สื่อ ในรูปแบบต่างๆในการทำปฏิกิริยากับภายในจิตใจ รวม
ไปถึงตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆในกระบวนการของอันตรกิริยา
เสียงของหัวใจ....ที่เกิดจาก สื่อ ในรูปศิลปินซึ่งเป็นสื่อสำคัญ ในการถ่ายทอด
เสียงทางวัตถุ..ทำให้เกิดกระบวนการหล่อหลอมตัวขึ้นมาในใจคนเรา
จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า...ทำไมศิลปินจึงเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไปมากกว่า
นักการเมือง....ก็เพราะ ศิลปิน ก็คือสื่อ ที่สามารถสื่อสัญญาณความถี่เสียงแห่ง
หัวใจได้ในรูปแบบหนึ่งที่แต่ละคนนำไปก่อรูปการขึ้นมาใหม่ในการก่อรูปทางอารมณ์
ของตน
นั่นคือการก่อรูปการแห่งความรัก....ที่มีธาตุแท้แห่งความบริสุทธิ์ ความใสสะอาด ความจริงใจ ความเข้าใจ ความมั่นคง ความซื่อสัตย์ที่ชั่วฟ้าดินสลาย อันเป็นสิ่ง
ที่แต่ละคนไฝ่ฝันหา....
ความรักและสายใยมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างหญิงชาย และ
ระหว่างตัวเราเองกับธรรมชาติรอบข้าง
เสียงแห่งความรักที่เกิดขึ้นบนสนามแรงเสมือนที่บริสุทธิ์ใส แผ่พริ้วบางเบาที่
ล่องลอยมา
หากมิฟังด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ ก็ไม่อาจจะได้ยิน.....หรืออาจได้ยินก็แต่เพียง
แผ่วเบา...
เสียงของหัวใจที่ล่องลอยมาอย่างต่อเนื่อง.....
ราวกับสายน้ำแห่งความรัก ที่รินไหลอย่างต่อเนื่องของกาลาวกาศแห่งห้วงหัวใจ
รายร้อยสายโซ่แห่งสัญญาใจ....
ให้กันและกัน.....ตราบชั่วฟ้าดินสลาย....
...................................
ผม reddragon ที่ต้องมาบันทึกในหน้านี้เนื่องจากขอร้องให้ หลี่หงหลง บันทึก
เกี่ยวกับฟิสิกส์สุนทรียภาพความรักบนสนามแรงเสมือน แต่ก็เห็นบันทึกค้างไว้
เพิ่งเดินสวนทางกันก่อนผมมาบันทึกในห้องนี้ หลี่หงหลง บอกว่าจะออกไปซื้อแว่นตา
กันน้ำ...กับยาหยอดตาแก้ตาอักเสบ
เขาบอกผมว่า บันทึกฟิสิกส์ให้ผมแล้วมันมึนหัว.....แถมปวดตาอีกต่างหาก
แล้วนี่ จะให้เขาช่วยบันทึก เรื่องฟิสิกส์ แสง สี ความร้อน ของความงามความรัก ได้ไหมนี่...?
ซุนปิน ก็หายไปหลงแสงสีในโลกเสมือนอยู่ นี่ หลี่หงหลงก็มาเป็นไปอีกคนแล้ว
หรือว่า เสียงของหัวใจ มันกระแทกจนผนึกลมปราณไม่ทัน....
มิผิด...ฤา หลี่หงหลง เก็บงำประกาย มิอาจแพร่งพรายตำนานอันใดออกมาได้
เอ..นี่เสียงหัวใจผมชักเต้นแปลกๆอีกแล้ว...
สงสัยว่าพรุ่งนี้จะต้องไปหาหมออีกแล้วมั้ง....
แนะ..แนะ !!!อย่าคิดอะไรแบบนั้น....ไม่มีอะไรหรอก..
ก็แค่ไปให้หมอฉีดยาชาที่หัวใจให้อีกเข็ม...ก็เท่านั้นเอง..!!!
Reddragon บันทึกแทน
..............................................
ฟิสิกส์แห่งแสง สี ความร้อนแห่งความรัก
บนสนามแรงเสมือน
รัก...แค่คำเดียวที่อยากพูดออกไปและอยากจะได้ยิน...วันละล้านๆๆๆๆหนอย่างมิเบื่อ
หน่าย....
ผม reddragon ต้องถามตัวเอง...
แค่เสียงของหัวใจ....ยังไม่เพียงพออีกหรือ..??!!!ถึงต้องมาฟัง แพ้ใจ จากน้อง 2 become 1 เพื่อตอกย้ำ....เวอร์ชั่น ใหม่ เจริญปุระ ยังไม่พออีกหรือ..
เอาอีกแล้ว reddragon อืม!!!.....ขอเวลาพักสักนิดหนึ่งนะครับ...ให้ยาชาที่ฉีด
ไว้ที่หัวใจออกฤทธิ์ก่อนไม่งั้นมันบันทึกหลักการฟิสิกส์ทางอารมณ์ไม่ได้....
เอ้อ..เริ่มได้ที่แล้วหัวใจเริ่มชาแล้ว....ขอเริ่มตำนาน..เอ้อ..พิมพ์ผิดไปครับ
มันเป็นวิชาการจริงๆนะนี่..คงใช้ว่าตำนานไม่ได้....ขอเริ่มกลศาสตร์แห่งแสงสี
ความร้อนของอารมณ์ความรักเลยนะครับ....
ผมหยิบบันทึกข้อมูลดิบ...ที่ซุนปินไปสัมผัสข้อมูลดิบของอารมณ์ที่สัมผัสตัวตนได้
บนสนามแรงเสมือนของโลกไซเบอร์.....คงจะให้คำอธิบายได้ดีกว่าผม....ในการไปสัมผัส
ข้อมูลแสงสีความร้อน...
คำสารภาพ(บาป)ของซุนปิน
บันทึกไว้ดังนี้: ท่าน reddragon ครับ...ท่านบอกผมว่าผมอารมณ์ออ่นไหวและสัมผัส
กับระบบความเร็วที่เหนือกว่าความเร็วแสงของความรักที่จะเดินทางและแปรปรวนที่
เร็วสูงมากของอารมณ์และให้ระมัดระวังแต่ในที่สุดครับท่าน...ผมก็แพ้ใจ...จนได้..
คือมันเป็นแบบนี้ครับ....
ผมเข้าไปใน...หมู่บ้านในไซเบอร์....ความรักมันโชยมาปะทะผมยังตั้งตัวไม่ติด
เลย...
องค์รวมของแสงที่ประกอบเป็นตัวอักษร....เต็มไปด้วยพลังงานที่หลากหลายของ
อารมณ์...
ท่านให้ผม..เก็บเฉพาะข้อมูลความรัก...ผมก็เลยเลือกเก็บเฉพาะข้อมูลความรักตาม
ท่านบอก...
บ้านแต่ละหลัง...ที่ผมสัมผัสได้จากแสงของตัวอักษร....และสีที่เธอแต้มลงไป...
บางบ้านจากรอยสัมผัสบนตัวอักษรที่เธอถ่ายทอดผ่านมามันมีพลังงานความรักที่สูงจน
ตรวจวัดไม่ได้....
บางบ้านแสงจากตัวอักษรบนหัวใจของเธอ...วาดเป็นขุนเขาลำธารใส....ดอกไม้สวย
ผีเสื้อโบยบิน...บางหลัง...เธอเอาชอ็กโกแล็ตไปติดไว้ให้พระอาทิตย์ได้กิน...จะ
ได้มีหัวใจหวานๆแปลกแฮะไม่ยักละลาย....
บางบ้าน...แม้ว่าแสงจากตัวอักษรบนหัวใจของเธอเขียนด้วยหมึกสีดำ...แต่นั่นแหละ
ธรรมชาติมันก็มีหลายสี...ผมเอาหิ่งห้อยไปติดไว้ให้ก็เป็นความสวยงามของยามค่ำคืน
ครับ...ตอนเช้าพระอาทิตย์ก็สว่างเท่านั้นเองแหละ....บางคนก็ช่วยเอาดวงจันทร์และ
ดาวน้อยๆ...ไปแขวนไว้ให้...ไม่ให้บ้านมันมืดมน..
มวลพลังงานความรักจากแสงของตัวอักษรเหล่านี้...
ผม..เก็บเอาความงดงามของแต่ละคนในแต่ละบ้าน....องค์รวมความงดงามของแต่ละคนที่
แตกต่างกันไป....เป็นอารมณ์ อุดมคติ ที่ผมไฝ่ฝันหา.....บางคนผมก็ชอบเสน่ห์ที่
น่ารัก...บางคนก็เปิดเผยจริงใจ....บางคนก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่....บางคนก็งอนมั่ง
นิดๆแต่นั่นแหละเป็นเสน่ห์ที่น่ารักอย่างหนึ่ง...ฯลฯ...
มวลพลังงานความรักเหล่านี้...หลายองค์รวมดังกล่าวได้ก่อรูปการใหม่ในจิตใจผม...
เป็นองค์รวมแห่งจินตนาการของคนรักในอุดมคติ......ที่รักกันชั่วฟ้าดินสลาย....
นี่เป็นแค่องค์รวมแห่งอารมณ์หนึ่งในความรักแบบชายหญิงที่เกิดขึ้น....
ยังมีองค์รวมความรักหลายๆองค์รวมที่เกิดขึ้น....
เป็นการทับซ้อนขององค์รวมภายใต้ระบบความเร็วสูง....ที่เริ่มต้นที่ความเร็ว
แสง...
และการแปรเปลี่ยนที่เร็วสูงมาก...ของอันตรกิริยาต่างๆ.....ใจของผมไม่มั่นคงพอ
ที่จะยกระดับไปสู่ความรักที่สูงขึ้นและยิ่งใหญ่...คือความรักที่กระจายอยู่อย่าง
อนันต์กาล...ชั่วฟ้าดินสลายในจักรวาลนี้ในหลายระบบความเร็วที่สูงและสูงยิ่ง
ขึ้น.....จนถึงอนันต์และชั่วฟ้าดินสลาย....
ท่านreddragon.....ครับ...
ผมแพ้ใจ...ครับ...
ผมสัมผัสกับมวลพลังงานความรักที่เดินทางมาก่อน..แสงจากตัวอักษร...ครับ...!!!
……………………………………
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE...Theory Of Everything ) 3
สุนทรียภาพของความรักบนสนามแรงเสมือน
ผมเปิดอ่านบันทึกจากข้อมูลดิบ...ที่..ซุนปิน..ได้ตะเวนเก็บข้อมูลสุนทรียภาพทาง
อารมณ์ตามหมู่บ้านต่างๆของโลกเสมือน...และในหมู่บ้านไซเบอร์…แห่งนี้....
ข้อมูลทั่วไปที่ซุนปินเขียนไว้มีดังนี้
- ความรัก..เดินทางเร็วกว่าข้อมูลทางกายภาพเสมอและสัมผัสได้ก่อนข้อมูลกายภาพอัน
ไม่ขึ้นกับกรอบเฉื่อยใดๆ.....
-สุนทรียภาพแห่งความงาม...ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก....บนสนามแรงเสมือนของโลก
ไซเบอร์สเปก....ความงามมีค่าอนันต์....ตัวอย่างเช่นข้อมูลดิบหลายชิ้นระบุว่า...
สาวแก่ก็สวยได้อย่างไร้ขีดจำกัด.....ความงามของจิตใจที่สะท้อนออกมาจากตัวตนใน
บางส่วน...และซ่อนเร้นบางส่วน..สิ่งที่ซ่อนเร้นกลับเป็นสิ่งที่ดีในเปอร์เซ็นต์
ที่สูงมาก...แต่สิ่งที่แสดงออกกลับสะท้อนในเชิงคุณภาพหรือส่วนลึกของอารมณ์ได้
สูงมาก....
-อันตรกิริยาใดๆบนสนามแรงโลกเสมือน....ล้วนเป็นการก่อรูปใหม่ของกระบวนการใหม่
ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์แห่งอันตรกิริยาภายใต้กระบวนการของอดีต....ก่อเกิดอันตร
กิริยากับอารมณ์ของเวลาปัจจุบัน.....เป็นรูปการใหม่...และก่อเกิดรูปการที่มีตัว
ตนใหม่ของสิ่งที่ดำรงอยู่ในเวลาแห่งอดีต....เช่นแฟนเก่า....ที่ดำรงอยู่ในเวลา
แห่งอดีตก่อเกิดรูปการใหม่หรือสภาวะเสมือนที่มีตัวตนจริง...ณ.เวลา
ปัจจุบัน.....
- อันตรกิริยาของเหตุการณ์ในอดีต.....สามารถก่อเกิดอันตรกิริยากับเหตุการณ์
แห่งอนาคตได้.....เช่น...เหตุการณ์การเคี้ยวหมากของอดีต...เกิดอันตรกิริยากับ
ปริมาณอายุหรือเวลาในอนาคตของบางคน....กลายเป็นความจริงแห่งปัจจุบัน....
.......... ฯลฯ ............
จากข้อมูลดิบภาคสนามดังกล่าว
ผมไม่แปลกใจเลยว่า...ทำไมอาการโรค...แพ้ใจซินโดรม...ของซุนปินมันจึงกำเริบ....
ดังได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว.....
โรคแพ้ใจซินโดรม
อาการทั่วไปทางพยาธิวิทยา...พฤติกรรมมีการเปลี่ยนไป...เช่น..นอนไม่หลับ..หลายคน
ก็วินิจฉัยเข้าข้างตนเองว่าเป็นเพราะกาแฟ......เวลาทำงานใจมันวนเวียนอยู่แต่ใน
บล็อก.....วันๆคิดแต่ว่าจะมาอัพบล็อกแซวใครดี....ดังนั้นโดยทั่วไปคือเวลานอน
น้อยลง...แต่ตื่นเช้าได้อย่างน่าประหลาดใจ.....สาเหตุจากความแปรปรวนของระบบเวลา
แห่งอดีตกับระบบเวลาแห่งปัจจุบันของเหตุการณ์....
ความแปรปรวนอันเนื่องจากระบบอารมณ์แปรปรวน...เหมือนกังหันหมุนวน...คือมีความ
เร็วและวัฎจักรการเปลี่ยนแปลงที่เร็วสูง.....
ผู้ป่วยสามารถกำหนดล่วงหน้าได้ว่าจะไม่สบายวันไหน....เป็นลักษณะเด่นของอาการ
เหล่านี้.....เช่นอาการหาเรื่องเดินตกหลุม...หลุมรักให้ขาแพลงเล่นเพื่อความ
เท่ห์..ก็กำหนดล่วงหน้าได้เป็นต้น....บางครั้งอาจทำเป็นโปรแกรมล่วงหน้าได้....
หากอันตรกิริยาที่ย้อนเวลาของอดีตที่สูงเมื่ออันตรกิริยากับเวลาแห่งอนาคตก็เกิด
อาการทางกายภาพที่ทำให้น้ำหมากไหลได้....เป็นต้น...
ปัจจุบันโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้.....เพราะหมอ และพยาบาลเองก็ยังเป็นโรค
นี้กันงอมแงม....
ผมเองก็ได้แต่ถอนหายใจ....
เฮ้อ...!! จะส่งเจ้าซุนปิน...ไปเข้าเฝือกหัวใจที่ไหนนะนี่..ที่หัวใจมันเดินเซตก
หลุม......ทุกโรงพยาบาลหมอก็เป็นกันหมดเดี๋ยวไปติดโรคที่กลายพันธุ์ไปแล้วจากหมอ
มาอีก..
แค่......น้องลานนา..บอกแล้วก็บ่เจื่อ...!!!
“ เคยกินผักกาดจอ บ่เคยกินพิซซ่า...ถ้าเกิดลงท้อง...จะยะจะได๋..”
เจ้าซุนปิน...มันก็ดันหาช่องโหว่คิดนวัตกรรมใหม่อีก....กินพิซซ่าหน้าผักกาด
จอ....
แค่เพียงบ่เมิน...เจื่อคำเปิ้นแล้วก๋า.....
“ โทษใครไม่ได้...ถ้าหัวใจเดินเซ.....”
จากสุนทรียภาพความงามที่ไร้ขอบเขตุ....บนสนามแรงเสมือน...
.............................................
สุนทรียภาพแห่งความงามและความรัก
ฟิสิกส์แห่งความรัก.....อาจจำแนกในการวิเคราะห์แบบแยกส่วน....เป็นในเรื่องความ
ร้อน แสง สี เสียง แห่งอารมณ์ที่ก่อให้เกิดขึ้นเพื่อหาค่าประมาณการ....
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์และด้านศิลปะใดๆต่างล้วนต้องอาศัยจินตนาการ....ในสิ่งที่
เป็นนามธรรมเพื่อหาค่าประมาณการเป็นรูปธรรม....สิ่งที่เราเรียกว่าวิทยาศาสตร์ก็
จะเน้นการศึกษาทางกายภาพเป็นหลัก...ส่วนศิลปะก็จะเน้นด้านจิตใจหรืออารมณ์เป็น
หลัก.....หากมองในแบบองค์รวมก็จะเป็นบูรณาการของทั้งสองแบบ....
ผมเปิดอ่านบันทึกจากข้อมูลดิบ...ที่..ซุนปิน..ได้ตะเวนเก็บข้อมูลสุนทรียภาพทาง
อารมณ์ตามหมู่บ้านต่างๆของโลกเสมือน...และในหมู่บ้านไซเบอร์…แห่งนี้....
ข้อมูลทั่วไปที่ซุนปินเขียนไว้มีดังนี้
- ความรัก..เดินทางเร็วกว่าข้อมูลทางกายภาพเสมอและสัมผัสได้ก่อนข้อมูลกายภาพอัน
ไม่ขึ้นกับกรอบเฉื่อยใดๆ.....
-สุนทรียภาพแห่งความงาม...ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก....บนสนามแรงเสมือนของโลก
ไซเบอร์สเปก....ความงามมีค่าอนันต์....ตัวอย่างเช่นข้อมูลดิบหลายชิ้นระบุว่า...
สาวแก่ก็สวยได้อย่างไร้ขีดจำกัด.....ความงามของจิตใจที่สะท้อนออกมาจากตัวตนใน
บางส่วน...และซ่อนเร้นบางส่วน..สิ่งที่ซ่อนเร้นกลับเป็นสิ่งที่ดีในเปอร์เซ็นต์
ที่สูงมาก...แต่สิ่งที่แสดงออกกลับสะท้อนในเชิงคุณภาพหรือส่วนลึกของอารมณ์ได้
สูงมาก....
-อันตรกิริยาใดๆบนสนามแรงโลกเสมือน....ล้วนเป็นการก่อรูปใหม่ของกระบวนการใหม่
ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์แห่งอันตรกิริยาภายใต้กระบวนการของอดีต....ก่อเกิดอันตร
กิริยากับอารมณ์ของเวลาปัจจุบัน.....เป็นรูปการใหม่...และก่อเกิดรูปการที่มีตัว
ตนใหม่ของสิ่งที่ดำรงอยู่ในเวลาแห่งอดีต....เช่นแฟนเก่า....ที่ดำรงอยู่ในเวลา
แห่งอดีตก่อเกิดรูปการใหม่หรือสภาวะเสมือนที่มีตัวตนจริง...ณ.เวลา
ปัจจุบัน.....
- อันตรกิริยาของเหตุการณ์ในอดีต.....สามารถก่อเกิดอันตรกิริยากับเหตุการณ์
แห่งอนาคตได้.....เช่น...เหตุการณ์การเคี้ยวหมากของอดีต...เกิดอันตรกิริยากับ
ปริมาณอายุหรือเวลาในอนาคตของบางคน....กลายเป็นความจริงแห่งปัจจุบัน....
.......... ฯลฯ ............
จากข้อมูลดิบภาคสนามดังกล่าว
ผมไม่แปลกใจเลยว่า...ทำไมอาการโรค...แพ้ใจซินโดรม...ของซุนปินมันจึงกำเริบ....
ดังได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว.....
โรคแพ้ใจซินโดรม
อาการทั่วไปทางพยาธิวิทยา...พฤติกรรมมีการเปลี่ยนไป...เช่น..นอนไม่หลับ..หลายคน
ก็วินิจฉัยเข้าข้างตนเองว่าเป็นเพราะกาแฟ......เวลาทำงานใจมันวนเวียนอยู่แต่ใน
บล็อก.....วันๆคิดแต่ว่าจะมาอัพบล็อกแซวใครดี....ดังนั้นโดยทั่วไปคือเวลานอน
น้อยลง...แต่ตื่นเช้าได้อย่างน่าประหลาดใจ.....สาเหตุจากความแปรปรวนของระบบเวลา
แห่งอดีตกับระบบเวลาแห่งปัจจุบันของเหตุการณ์....
ความแปรปรวนอันเนื่องจากระบบอารมณ์แปรปรวน...เหมือนกังหันหมุนวน...คือมีความ
เร็วและวัฎจักรการเปลี่ยนแปลงที่เร็วสูง.....
ผู้ป่วยสามารถกำหนดล่วงหน้าได้ว่าจะไม่สบายวันไหน....เป็นลักษณะเด่นของอาการ
เหล่านี้.....เช่นอาการหาเรื่องเดินตกหลุม...หลุมรักให้ขาแพลงเล่นเพื่อความ
เท่ห์..ก็กำหนดล่วงหน้าได้เป็นต้น....บางครั้งอาจทำเป็นโปรแกรมล่วงหน้าได้....
หากอันตรกิริยาที่ย้อนเวลาของอดีตที่สูงเมื่ออันตรกิริยากับเวลาแห่งอนาคตก็เกิด
อาการทางกายภาพที่ทำให้น้ำหมากไหลได้....เป็นต้น...
ปัจจุบันโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้.....เพราะหมอ และพยาบาลเองก็ยังเป็นโรค
นี้กันงอมแงม....
ผมเองก็ได้แต่ถอนหายใจ....
เฮ้อ...!! จะส่งเจ้าซุนปิน...ไปเข้าเฝือกหัวใจที่ไหนนะนี่..ที่หัวใจมันเดินเซตก
หลุม......ทุกโรงพยาบาลหมอก็เป็นกันหมดเดี๋ยวไปติดโรคที่กลายพันธุ์ไปแล้วจากหมอ
มาอีก..
แค่......น้องลานนา..บอกแล้วก็บ่เจื่อ...!!!
“ เคยกินผักกาดจอ บ่เคยกินพิซซ่า...ถ้าเกิดลงท้อง...จะยะจะได๋..”
เจ้าซุนปิน...มันก็ดันหาช่องโหว่คิดนวัตกรรมใหม่อีก....กินพิซซ่าหน้าผักกาด
จอ....
แค่เพียงบ่เมิน...เจื่อคำเปิ้นแล้วก๋า.....
“ โทษใครไม่ได้...ถ้าหัวใจเดินเซ.....”
จากสุนทรียภาพความงามที่ไร้ขอบเขตุ....บนสนามแรงเสมือน...
.............................................
สุนทรียภาพแห่งความงามและความรัก
ฟิสิกส์แห่งความรัก.....อาจจำแนกในการวิเคราะห์แบบแยกส่วน....เป็นในเรื่องความ
ร้อน แสง สี เสียง แห่งอารมณ์ที่ก่อให้เกิดขึ้นเพื่อหาค่าประมาณการ....
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์และด้านศิลปะใดๆต่างล้วนต้องอาศัยจินตนาการ....ในสิ่งที่
เป็นนามธรรมเพื่อหาค่าประมาณการเป็นรูปธรรม....สิ่งที่เราเรียกว่าวิทยาศาสตร์ก็
จะเน้นการศึกษาทางกายภาพเป็นหลัก...ส่วนศิลปะก็จะเน้นด้านจิตใจหรืออารมณ์เป็น
หลัก.....หากมองในแบบองค์รวมก็จะเป็นบูรณาการของทั้งสองแบบ....
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE...Theory Of Everything )
ระบบสัญญาใจ
ภายใต้รัฐชาติแห่งความรัก:
รัฐธรรมนูญหมวดทั่วไปแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งความรัก...ที่อยู่บนพื้นฐาน
ปรัชญาที่ว่า.....
“ Love rules without sword , binds without cord .”........หรือบทบัญญัติที่
ว่า...รัฐแห่งรักปกครองโดยไม่ยึดถือเอาการบังคับเป็นจุดมุ่งหมายและผูกมัดโดยไม่
ต้องใช้เชือก.....นั่นคือไม่มีบทบัญญัติใดๆที่มากำหนดเสรีภาพหรือผูกมัด.......
ทั้งในแบบเป็นลายลักษณ์อักษรและแบบจารีตประเพณี..
อันเป็นบทบัญญัติ ที่รัฐชาติแห่งความรัก.....ได้ยึดถือกัน...
จากยุคระบบทาสแห่งรักมาสู่ระบอบฟิวดัลแห่งรัก...และเข้าสู่การแสวงหาอาณานิคม
แห่งรัฐ......หรือยุคจักรพรรดินิยมแห่งความรัก....
ภายใต้นโยบาย.....กระสุนทองคำ...หรือ The golden bullets policy.....เหล่าบรรดา
รัฐชาติขนาดเล็กๆ...ที่อาศัยนโยบายชาตินิยมแบบกระสุนก้อนเกลือ....ไม่อาจต้านทาน
การรุกรานเหล่านั้นได้...
นวัตกรรมด้านอาวุธ...ด้วยเทคโนโลยีความรักที่เหนือกว่า....รัฐชาติเหล่านั้นต้อง
ตกเป็นอาณานิคมมากมาย.....
ผองทาสแห่งความรักเหล่านั้น...จึงลุกฮือขึ้น...และก่อการกบฎในหลายแห่งบน
อาณาจักรแห่งความรัก.....
คำประกาศ communism manifesto of love ของผู้นำความคิดในยุคนั้นจึงเป็น...ราก
ฐานการก่อเกิดระบอบสังคมนิยมแห่งรัก....
“ ตื่นเถิดผองทาสแห่งรักทั้งหลาย...บัดนี้ถึงเวลาที่ท่านจะปลดปล่อยปีศาจที่เกาะ
กุมความรักของท่านสู่อิสระภาพ...แห่งสังคมที่ไม่มีชนชั้น...”.....
การก่อเกิดวีรบุรุษวีรสตรี....นักรักจึงแพร่กระจายออกไป.....
สงครามปลดแอกจากจักรพรรดินิยมแห่งรักจึงแพร่กระจายไปทั่ว....
และสงครามก็ก่อให้เกิด...วีรบุรุษ...วีรสตรีมากมาย....
วีรบุรุษวีรสตรีนักรัก....หัวใจย่อมเต็มไปด้วยรอยแผล....อันเป็นสัจจธรรมจาก
สงคราม..
และสังคมแห่งอาณาจักรของความรัก...ก็พัฒนาเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์....ภายใต้นวัต
กรรมด้านการสื่อสาร...การคมนาคมของระบบลำเลียงความรัก...และการขยายเกตเวย์
หัวใจ.....
............................
ผม..เปิดอ่านบันทึกส่วนหนึ่ง...ของซุนปิน...ที่หลังเที่ยวซอกแซกเก็บข้อมูล
สนาม....เพื่อหาสุนทรียภาพแห่งความรักในบ้านโน้นบ้านนี้ในบล็อก....ในงาน
วิจัย...รัฐชาติแห่งความรัก...และ..อาณาจักรรัฐแห่งความรักฉบับ xyz จนเกิด
อาการ..โรคแพ้ใจซินโดรม.....ยังมีอาการเดินไม่ค่อยตรงอยู่เลย....
พอไปถาม...คุณ reddragon....ก็อธิบายในเชิงฟิสิกส์ว่า....มันเกิดจากปฏิกิริยา
ย้อนกลับทางชีวภาพของความรัก....ที่เกิดจากกระบวนการในหน่วยเวลาแห่งอดีต...ที่
มีอันตรกิริยากับองค์รวมทางกายภาพแห่งเวลาปัจจุบัน....เลยเกิดอันตรกิริยากัน
ขึ้นมาใหม่...อันเกิดจากค่าของศักย์ความงามที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
ผมเลยถามต่ออีก...ความงามที่ไม่มีขอบเขตจำกัดที่ก่อให้เกิดอันตรกิริยานั้นหมาย
ถึงอะไร....
Reddragon.....เขาตอบว่า...ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะกำลังหาค่าคงที่ชั่ว
ฟ้าดินสลายอยู่....
แล้วจะมีไหมนี่...!!!! ค่าคงที่ของอารมณ์....!!!
และคงไม่ต่าง....จากเพลงแพ้ใจ....ที่...ใหม่ เจริญปุระ...ร้อง....
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก....
คงไม่เจอแล้วรักแท้....
เบื่อกับความปรวนแปร มันไม่แคร์และไม่หวัง
มันเหมือนคนชินชา ไม่มองไม่ฟัง และแล้วก็มีเธอเดินเข้ามา
เข้ามาค้นในลิ้นชัก ที่ปิดตายเพราะรักร้าว
ให้อภัยใจเมาเมา มาแบ่งปันที่ฉันล้า
มาสนใจใยดี คนที่ไม่มีค่า ให้รู้ว่าตัวเองยังสำคัญ......
เก่งมาจากไหน ก็แพ้หัวใจอย่างเธอ เมื่อไรที่เผลอ ยังนึกว่าเธออยู่ในฝัน
ยังมีอีกหรือ รักแท้ที่เคยเสาะหามานาน วันนี้เป็นไงเป็นกัน....จะรักเธอ...
เมื่อเธอรู้ว่าฉันรัก ก็อย่าทำให้ฉันหลง บอกมาเลยตามตรง นี่เรื่องจริงหรือฉันเพ้อ
ตอนนี้ยังพอทำใจ ถ้าสิ่งที่ได้เจอ
คือฝัน...คือละเมอ...และไม่จริง....
และจบด้วย......
“ วันนี้ฉันรักเธอคือเรื่องจริง..”
......................................
ภายใต้รัฐชาติแห่งความรัก:
รัฐธรรมนูญหมวดทั่วไปแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งความรัก...ที่อยู่บนพื้นฐาน
ปรัชญาที่ว่า.....
“ Love rules without sword , binds without cord .”........หรือบทบัญญัติที่
ว่า...รัฐแห่งรักปกครองโดยไม่ยึดถือเอาการบังคับเป็นจุดมุ่งหมายและผูกมัดโดยไม่
ต้องใช้เชือก.....นั่นคือไม่มีบทบัญญัติใดๆที่มากำหนดเสรีภาพหรือผูกมัด.......
ทั้งในแบบเป็นลายลักษณ์อักษรและแบบจารีตประเพณี..
อันเป็นบทบัญญัติ ที่รัฐชาติแห่งความรัก.....ได้ยึดถือกัน...
จากยุคระบบทาสแห่งรักมาสู่ระบอบฟิวดัลแห่งรัก...และเข้าสู่การแสวงหาอาณานิคม
แห่งรัฐ......หรือยุคจักรพรรดินิยมแห่งความรัก....
ภายใต้นโยบาย.....กระสุนทองคำ...หรือ The golden bullets policy.....เหล่าบรรดา
รัฐชาติขนาดเล็กๆ...ที่อาศัยนโยบายชาตินิยมแบบกระสุนก้อนเกลือ....ไม่อาจต้านทาน
การรุกรานเหล่านั้นได้...
นวัตกรรมด้านอาวุธ...ด้วยเทคโนโลยีความรักที่เหนือกว่า....รัฐชาติเหล่านั้นต้อง
ตกเป็นอาณานิคมมากมาย.....
ผองทาสแห่งความรักเหล่านั้น...จึงลุกฮือขึ้น...และก่อการกบฎในหลายแห่งบน
อาณาจักรแห่งความรัก.....
คำประกาศ communism manifesto of love ของผู้นำความคิดในยุคนั้นจึงเป็น...ราก
ฐานการก่อเกิดระบอบสังคมนิยมแห่งรัก....
“ ตื่นเถิดผองทาสแห่งรักทั้งหลาย...บัดนี้ถึงเวลาที่ท่านจะปลดปล่อยปีศาจที่เกาะ
กุมความรักของท่านสู่อิสระภาพ...แห่งสังคมที่ไม่มีชนชั้น...”.....
การก่อเกิดวีรบุรุษวีรสตรี....นักรักจึงแพร่กระจายออกไป.....
สงครามปลดแอกจากจักรพรรดินิยมแห่งรักจึงแพร่กระจายไปทั่ว....
และสงครามก็ก่อให้เกิด...วีรบุรุษ...วีรสตรีมากมาย....
วีรบุรุษวีรสตรีนักรัก....หัวใจย่อมเต็มไปด้วยรอยแผล....อันเป็นสัจจธรรมจาก
สงคราม..
และสังคมแห่งอาณาจักรของความรัก...ก็พัฒนาเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์....ภายใต้นวัต
กรรมด้านการสื่อสาร...การคมนาคมของระบบลำเลียงความรัก...และการขยายเกตเวย์
หัวใจ.....
............................
ผม..เปิดอ่านบันทึกส่วนหนึ่ง...ของซุนปิน...ที่หลังเที่ยวซอกแซกเก็บข้อมูล
สนาม....เพื่อหาสุนทรียภาพแห่งความรักในบ้านโน้นบ้านนี้ในบล็อก....ในงาน
วิจัย...รัฐชาติแห่งความรัก...และ..อาณาจักรรัฐแห่งความรักฉบับ xyz จนเกิด
อาการ..โรคแพ้ใจซินโดรม.....ยังมีอาการเดินไม่ค่อยตรงอยู่เลย....
พอไปถาม...คุณ reddragon....ก็อธิบายในเชิงฟิสิกส์ว่า....มันเกิดจากปฏิกิริยา
ย้อนกลับทางชีวภาพของความรัก....ที่เกิดจากกระบวนการในหน่วยเวลาแห่งอดีต...ที่
มีอันตรกิริยากับองค์รวมทางกายภาพแห่งเวลาปัจจุบัน....เลยเกิดอันตรกิริยากัน
ขึ้นมาใหม่...อันเกิดจากค่าของศักย์ความงามที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
ผมเลยถามต่ออีก...ความงามที่ไม่มีขอบเขตจำกัดที่ก่อให้เกิดอันตรกิริยานั้นหมาย
ถึงอะไร....
Reddragon.....เขาตอบว่า...ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะกำลังหาค่าคงที่ชั่ว
ฟ้าดินสลายอยู่....
แล้วจะมีไหมนี่...!!!! ค่าคงที่ของอารมณ์....!!!
และคงไม่ต่าง....จากเพลงแพ้ใจ....ที่...ใหม่ เจริญปุระ...ร้อง....
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก....
คงไม่เจอแล้วรักแท้....
เบื่อกับความปรวนแปร มันไม่แคร์และไม่หวัง
มันเหมือนคนชินชา ไม่มองไม่ฟัง และแล้วก็มีเธอเดินเข้ามา
เข้ามาค้นในลิ้นชัก ที่ปิดตายเพราะรักร้าว
ให้อภัยใจเมาเมา มาแบ่งปันที่ฉันล้า
มาสนใจใยดี คนที่ไม่มีค่า ให้รู้ว่าตัวเองยังสำคัญ......
เก่งมาจากไหน ก็แพ้หัวใจอย่างเธอ เมื่อไรที่เผลอ ยังนึกว่าเธออยู่ในฝัน
ยังมีอีกหรือ รักแท้ที่เคยเสาะหามานาน วันนี้เป็นไงเป็นกัน....จะรักเธอ...
เมื่อเธอรู้ว่าฉันรัก ก็อย่าทำให้ฉันหลง บอกมาเลยตามตรง นี่เรื่องจริงหรือฉันเพ้อ
ตอนนี้ยังพอทำใจ ถ้าสิ่งที่ได้เจอ
คือฝัน...คือละเมอ...และไม่จริง....
และจบด้วย......
“ วันนี้ฉันรักเธอคือเรื่องจริง..”
......................................
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE...Theory Of Everything )
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE...Theory Of Everything )
.....ปรัชญาฟิสิกส์ที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นการประยุกต์การอธิบายแนวคิดในกระบวน
ทัศน์องค์รวมพหุภาพในกรอบ 9 มิติ...เพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจ....โดยจะ
สมมติตัวละครในเรื่องในลักษณะบันทึกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวบนโลกไซเบอร์ออกมา....
บางตอนก็เป็นแบบกึ่งๆนวนิยาย....ทั้งหมดล้วนเป็นกรอบแนวคิดในการอธิบายถึง กระบวนทัศน์องค์รวมพหุภาพในกรอบ 9 มิติ....อันอธิบายถึงหลักการของทฤษฎีฟิสิกส์
พื้นฐานที่เป็นหลักการในการอธิบายสรรพสิ่ง...หรือเรียกว่าฟิสิกส์หัวแม่เท้าหรือ
หัวแม่ตีน...ที่มาจากคำว่า TOE หรือ Theory Of Everything ......แต่เพื่อความงด
งามทางภาษาจึงเปลี่ยนใหม่เป็นชื่อว่า...ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า......จะมีความยาว
ราวๆ 40-50 ตอน...ซึ่งจะทะยอยนำเสนอไปเรื่อยๆ.....และอาจจะมีเขียนใหม่เพิ่มเติม
จากที่เคยบันทึกไว้คือในหัวข้อ...กลศาสตร์การเคลื่อนที่ของผี...การก้าวข้ามระบบ
เลขฐานสอง...เป็นต้นหากมีเวลาและสมองเรียบเรียง....ขอขอบคุณที่ติดตามอ่าน...
............................................................................
....................
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE) :
ฟิสิกส์แห่งความรักชั่วฟ้าดินสลาย
...................................
ชั่วฟ้าดินสลาย......
“ ชั่วฟ้าดินสลาย.....สัญญาใจคนไหนบอก.....
รักแล้วลวงหลอก....คนที่บอกอยู่แห่งไหน...
ก็ฟ้ายังฟ้าอยู่ ดินก็ดูไม่เป็นไร....
แล้วรักก็จากไป ที่สลายคือใจคน.....”
อัลบั้มเพลงจาก....พลพล พลกองเส็ง...ดังขึ้น...ที่วางจำหน่ายราวปลายปีที่
แล้ว...อันสะท้อนแง่มุมหนึ่งของ...สัญญาใจที่ว่า....ชั่วฟ้าดินสลาย...
เพิ่งจะมานั่งดูมิวสิก....เร็วๆนี้.....มีรายละเอียดสำคัญที่อยากพูดถึง....
คือ.....
แม้ว่าเนื้อหาและทำนองเพลง...ออกมาใช้ได้...แต่เวลาดูมิวสิก...กลับทำให้
สุนทรียภาพ..ต้องเสียไป....
ปัญหาแรกก็คือ.....การตีโจทย์....ปรัชญา...ชั่วฟ้าดินสลายไม่แตก....
ประการที่สอง....การสื่อความหมาย...ในบางตอนไม่ได้การสื่อถึงเนื้อหา....ชั่วฟ้า
ดินสลาย...เลย....และเป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่ทราบว่าปล่อยให้หลุดผ่านมาได้อย่าง
ไร.....
ปรัชญา...ชั่วฟ้าดินสลาย....นั่นย่อมหมายถึงอุดมการณ์หรืออุดมคติในความรัก...
ที่ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นและให้สัญญาใจกัน......เป็นในเชิงอุดมคติ.....
ในเนื้อหาของมิวสิก....คือในวันฝนตกหนัก...มีรถเสีย..และผู้ชายที่นั่งในรถได้มา
ให้รถปิคอัพของพระเอกลาก....เมื่อที่ปัดน้ำฝนรถคันถูกลาก พระเอกของเรื่องก็มอง
เห็นนางเอกนั่งอยู่ในรถคันนั้น....
และก็เป็นภาพย้อนถึงความหลัง....รวมไปถึงสร้อยคอที่นางเอกให้....
ถึงตอนไคล์แม็กซ์ของเรื่อง...พระเอกกระชากสร้อยคอ....โยนทิ้ง....แต่ทราบไหม
ครับ...สร้อยคอนั้นคือไม้กางเขน...และมีการโคลสอัพ...สร้อยที่ถูกกระชาก....
เมื่อผมดูถึงตอนนี้เลยเสียความรู้สึก.....ทำไมผู้ถ่ายทำไม่ใช้สร้อยคอ...ห้อยรูป
หัวใจก็ได้... รูปลอ็กเก็ตหน้านางเอก....ก็ยังจะดูดีกว่า....
ไม้กางเขน...อันเป็นที่เคารพของชาวคริสเตียน...ก็ไม่ต่างจากพระพุทธรูปที่เรา
ห้อยบูชา....ลองนึกภาพว่าถ้าสมมุติเป็นพระพุทธรูปเรากระชากออกอย่างโกรธจัดและ
ขว้างทิ้งดูครับ....
สุนทรียภาพจะเป็นเช่นไร.......และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ไม้กางเขน.....
ทั้งๆที่การสื่อก็ไม่ได้หมายถึงการสูญสิ้นความเชื่อถือในรักเลย....เพราะกลาย
เป็นการสูญสิ้นความเชื่อถือศรัทธาในศาสนาไปเสียแล้ว.....
และในเนื้อหาโดยรวม....ความที่ตีปรัชญาชั่วฟ้าดินสลายไม่แตก.....จึงกลายเป็นการ
แสดงอารมณ์ของชายที่ต้องการให้หญิงสาวรักตนเองชั่วฟ้าดินสลาย.....โดยตนเองไม่
ได้มีการสื่อในมิวสิกว่า....ยึดมั่นในปรัชญาชั่วฟ้าดินสลาย.....เพราะเป็นการ
แสดงออกถึงความโกรธของคนไม่สมหวัง......ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับชั่วฟ้าดิน
สลาย....
แม้ว่าจะสะท้อนด้านกลับว่า....ไม่มีชั่วฟ้าดินสลายจากนางเอก....แต่พระเอกผู้ชาย
ก็ต้องมี....ตามเนื้อเพลง......
ชั่วฟ้าดินสลาย....ไม่ได้เกิดมาจากสัญญาใจ...จากคนๆเดียว...หากเป็นสัญญาที่ทั้ง
สองฝ่าย....ยึดมั่น...ไว้เป็นอุดมคติ.....
เพลงและทำนอง....การร้องของพลพล...เพราะดีเขียนได้ยอดเยี่ยม....แต่ดูมิวสิกเสีย
อารมณ์...ครับ...!!
ที่วิจารณ์มา...เพราะผมก็เขียนเรื่องราว...ชั่วฟ้าดินสลาย...ในบล็อกนี้ใน
เรื่อง..ตำนานกระบี่ดาวแดง....ประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว....ก่อนมีการวาง
อัลบั้มเพลงชุดนี้ประมาณ1-2เดือน....
แต่เพิ่งไปซื้อมิวสิกมาดู....ในชุดรวมฮิตของแกรมมี่......
แก้มิวสิกใหม่เถอะ........โดยเฉพาะตอนกระชากสร้อยที่แขวนไม้กางเขนด้วยความโกรธ
ขว้างทิ้ง...เปลี่ยนเป็นสร้อยอย่างอื่นก็ได้....เพราะมันเป็นการสื่อด้วยภาพ
ว่า...สิ้นศรัทธาต่อศาสนา....
สนใจในรายละเอียดหน่อยครับแกรมมี่.....โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้....
และก็อย่าทำลวกๆตีโจทย์ให้แตกด้วย.....
.....ปรัชญาฟิสิกส์ที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นการประยุกต์การอธิบายแนวคิดในกระบวน
ทัศน์องค์รวมพหุภาพในกรอบ 9 มิติ...เพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจ....โดยจะ
สมมติตัวละครในเรื่องในลักษณะบันทึกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวบนโลกไซเบอร์ออกมา....
บางตอนก็เป็นแบบกึ่งๆนวนิยาย....ทั้งหมดล้วนเป็นกรอบแนวคิดในการอธิบายถึง กระบวนทัศน์องค์รวมพหุภาพในกรอบ 9 มิติ....อันอธิบายถึงหลักการของทฤษฎีฟิสิกส์
พื้นฐานที่เป็นหลักการในการอธิบายสรรพสิ่ง...หรือเรียกว่าฟิสิกส์หัวแม่เท้าหรือ
หัวแม่ตีน...ที่มาจากคำว่า TOE หรือ Theory Of Everything ......แต่เพื่อความงด
งามทางภาษาจึงเปลี่ยนใหม่เป็นชื่อว่า...ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า......จะมีความยาว
ราวๆ 40-50 ตอน...ซึ่งจะทะยอยนำเสนอไปเรื่อยๆ.....และอาจจะมีเขียนใหม่เพิ่มเติม
จากที่เคยบันทึกไว้คือในหัวข้อ...กลศาสตร์การเคลื่อนที่ของผี...การก้าวข้ามระบบ
เลขฐานสอง...เป็นต้นหากมีเวลาและสมองเรียบเรียง....ขอขอบคุณที่ติดตามอ่าน...
............................................................................
....................
ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE) :
ฟิสิกส์แห่งความรักชั่วฟ้าดินสลาย
...................................
ชั่วฟ้าดินสลาย......
“ ชั่วฟ้าดินสลาย.....สัญญาใจคนไหนบอก.....
รักแล้วลวงหลอก....คนที่บอกอยู่แห่งไหน...
ก็ฟ้ายังฟ้าอยู่ ดินก็ดูไม่เป็นไร....
แล้วรักก็จากไป ที่สลายคือใจคน.....”
อัลบั้มเพลงจาก....พลพล พลกองเส็ง...ดังขึ้น...ที่วางจำหน่ายราวปลายปีที่
แล้ว...อันสะท้อนแง่มุมหนึ่งของ...สัญญาใจที่ว่า....ชั่วฟ้าดินสลาย...
เพิ่งจะมานั่งดูมิวสิก....เร็วๆนี้.....มีรายละเอียดสำคัญที่อยากพูดถึง....
คือ.....
แม้ว่าเนื้อหาและทำนองเพลง...ออกมาใช้ได้...แต่เวลาดูมิวสิก...กลับทำให้
สุนทรียภาพ..ต้องเสียไป....
ปัญหาแรกก็คือ.....การตีโจทย์....ปรัชญา...ชั่วฟ้าดินสลายไม่แตก....
ประการที่สอง....การสื่อความหมาย...ในบางตอนไม่ได้การสื่อถึงเนื้อหา....ชั่วฟ้า
ดินสลาย...เลย....และเป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่ทราบว่าปล่อยให้หลุดผ่านมาได้อย่าง
ไร.....
ปรัชญา...ชั่วฟ้าดินสลาย....นั่นย่อมหมายถึงอุดมการณ์หรืออุดมคติในความรัก...
ที่ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นและให้สัญญาใจกัน......เป็นในเชิงอุดมคติ.....
ในเนื้อหาของมิวสิก....คือในวันฝนตกหนัก...มีรถเสีย..และผู้ชายที่นั่งในรถได้มา
ให้รถปิคอัพของพระเอกลาก....เมื่อที่ปัดน้ำฝนรถคันถูกลาก พระเอกของเรื่องก็มอง
เห็นนางเอกนั่งอยู่ในรถคันนั้น....
และก็เป็นภาพย้อนถึงความหลัง....รวมไปถึงสร้อยคอที่นางเอกให้....
ถึงตอนไคล์แม็กซ์ของเรื่อง...พระเอกกระชากสร้อยคอ....โยนทิ้ง....แต่ทราบไหม
ครับ...สร้อยคอนั้นคือไม้กางเขน...และมีการโคลสอัพ...สร้อยที่ถูกกระชาก....
เมื่อผมดูถึงตอนนี้เลยเสียความรู้สึก.....ทำไมผู้ถ่ายทำไม่ใช้สร้อยคอ...ห้อยรูป
หัวใจก็ได้... รูปลอ็กเก็ตหน้านางเอก....ก็ยังจะดูดีกว่า....
ไม้กางเขน...อันเป็นที่เคารพของชาวคริสเตียน...ก็ไม่ต่างจากพระพุทธรูปที่เรา
ห้อยบูชา....ลองนึกภาพว่าถ้าสมมุติเป็นพระพุทธรูปเรากระชากออกอย่างโกรธจัดและ
ขว้างทิ้งดูครับ....
สุนทรียภาพจะเป็นเช่นไร.......และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ไม้กางเขน.....
ทั้งๆที่การสื่อก็ไม่ได้หมายถึงการสูญสิ้นความเชื่อถือในรักเลย....เพราะกลาย
เป็นการสูญสิ้นความเชื่อถือศรัทธาในศาสนาไปเสียแล้ว.....
และในเนื้อหาโดยรวม....ความที่ตีปรัชญาชั่วฟ้าดินสลายไม่แตก.....จึงกลายเป็นการ
แสดงอารมณ์ของชายที่ต้องการให้หญิงสาวรักตนเองชั่วฟ้าดินสลาย.....โดยตนเองไม่
ได้มีการสื่อในมิวสิกว่า....ยึดมั่นในปรัชญาชั่วฟ้าดินสลาย.....เพราะเป็นการ
แสดงออกถึงความโกรธของคนไม่สมหวัง......ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับชั่วฟ้าดิน
สลาย....
แม้ว่าจะสะท้อนด้านกลับว่า....ไม่มีชั่วฟ้าดินสลายจากนางเอก....แต่พระเอกผู้ชาย
ก็ต้องมี....ตามเนื้อเพลง......
ชั่วฟ้าดินสลาย....ไม่ได้เกิดมาจากสัญญาใจ...จากคนๆเดียว...หากเป็นสัญญาที่ทั้ง
สองฝ่าย....ยึดมั่น...ไว้เป็นอุดมคติ.....
เพลงและทำนอง....การร้องของพลพล...เพราะดีเขียนได้ยอดเยี่ยม....แต่ดูมิวสิกเสีย
อารมณ์...ครับ...!!
ที่วิจารณ์มา...เพราะผมก็เขียนเรื่องราว...ชั่วฟ้าดินสลาย...ในบล็อกนี้ใน
เรื่อง..ตำนานกระบี่ดาวแดง....ประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว....ก่อนมีการวาง
อัลบั้มเพลงชุดนี้ประมาณ1-2เดือน....
แต่เพิ่งไปซื้อมิวสิกมาดู....ในชุดรวมฮิตของแกรมมี่......
แก้มิวสิกใหม่เถอะ........โดยเฉพาะตอนกระชากสร้อยที่แขวนไม้กางเขนด้วยความโกรธ
ขว้างทิ้ง...เปลี่ยนเป็นสร้อยอย่างอื่นก็ได้....เพราะมันเป็นการสื่อด้วยภาพ
ว่า...สิ้นศรัทธาต่อศาสนา....
สนใจในรายละเอียดหน่อยครับแกรมมี่.....โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้....
และก็อย่าทำลวกๆตีโจทย์ให้แตกด้วย.....
วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2550
กระบวนทัศน์องค์รวมในกรอบอ้างอิง9มิติ
การวิเคราะห์ในแบบเศรษฐกิจการเมือง
ในการวิเคราะห์แบบทฤษฎีของค่ายสังคมนิยม หรือทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ จะมีแบบวิธีวิเคราะห์ กว้างๆคือ รากฐานทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างชั้นบน
รากฐานทางเศรษฐกิจ หรือพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จะประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ2ส่วนคือ....พลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต
พลังการผลิต จะวิเคราะห์ถึง คน และ เครื่องมือการผลิต หรือการเปลี่ยนแปลงไปของคน และสภาพแวดล้อมภายใต้การเปลี่ยนไปของกระบวนการผลิตต่างๆ....
ความสัมพันธ์ทางการผลิต จะวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของคนในการถือครองปัจจัยการผลิตต่างๆ....ระบบแห่งสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป...
ทั้งหมด กล่าวโดยรวมๆจะเรียกว่า การศึกษาวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์....โดยมีรากฐานแห่งการคิดคือปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษที่มีหลักสำคัญคือวัตถุกำหนดจิต การปฏิบัติเป็นพื้นฐานความรู้เป็นต้น..... และเอกภาพของด้านตรงข้ามหรือทวิลักษณะหรือทฤษฎีวิภาษวิธี
การวิเคราะห์ในเรื่องทุน....ในแบบวิธีการวิเคราะห์แบบนี้จะเน้นการวิเคราะห์ชนชั้นของทุน....หรือสรุปกว้างๆได้ว่ากระบวนความคิดใดๆมีการดำรงอยู่ของชนชั้น....ระหว่างชนชั้นที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ
บนพื้นฐานของปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ ที่มีหลักการว่าการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงของเอกภาพด้านตรงข้ามโดยมีเหตุภายนอกเป็นเงื่อนไข และเหตุภายในเป็นมูลฐานการเปลี่ยนแปลง เหตุภายนอกก่อบทบาทโดยเหตุภายใน......
ด้วยเหตุนี้...นักทฤษฎีของค่ายนี้ที่ยึดถือทฤษฎีอย่างเหนียวแน่นจึงเสนอแนวทางนโยบายใดๆล้วนมีลักษณะ การสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเร่งการสูญสลายทางชนชั้น.....
เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงชนชั้นของทุน....จึงมีการเสนอทิศทางนโยบายอันเป็นการลดทอนลงของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์....เมื่อมีการถือเอาว่ามนุษย์ที่มีแนวคิดที่เรียกว่าทุนนิยมเป็นเป้าหมายทำลายล้าง.....ด้วยแบบวิธีคิดแบบกลไก...
จึงทำให้เกิดการเฉื่อยชา....เกิดองค์กรขนาดมหึมาที่เทอะทะและเฉื่อยชา.....หรือในกรอบคิดค่ายนี้จะเรียกว่า ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต...ที่ก่อเกิดเงื่อนไขขัดขวางต่อการพัฒนาของพลังการผลิต.....
ในประเทศจีน ก็ยังยึดถือแนวคิดเช่นนี้...แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยมุ่งยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง....
การยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง....จึงทำให้...ทุน...ในความหมายแบบมาร์กซิสต์คลาสสิกต้องเปลี่ยนไป....และตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น...
เพราะทุน....แท้ที่จริงแล้วก็คือศักย์...หรือพลังงานศักย์ ใดๆ....หรือศักยภาพใดๆที่แตกต่างกันของมนุษย์....ของกลุ่มทางสังคมของมนุษย์....
ที่ย่อมมีความแตกต่าง ทั้งปัจเจกชน และกลุ่ม
ระบบแห่งการเอารัดเอาเปรียบใดๆ....ล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพอันเกิดจาก ระบบกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุนที่ดำรงอยู่ในมนุษย์....
กรอบแนวคิดแบบเสรีนิยมเช่นกัน....เมื่อปล่อยให้มีการดำเนินไปของปัจเจกชน...อย่างไร้ทิศทางควบคุม...ก่อให้เกิดกลุ่มที่ทรงอำนาจที่ผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองไว้ในมือของคนส่วนน้อยในสังคม....และลักษณะอนาธิไตยต่างๆ...อันไม่อาจเกิด.....ทุนแห่งศีลธรรมจรรยา หรือธรรมาธิปไตยของทุนได้....
ดังนั้นเอง...ทุนแห่งศีลธรรมจรรยา กล่าวกว้างๆก็คือทางสายกลาง...ที่เกิดจากการลดลงของทั้งสองขั้วดังกล่าว....ก่อเกิดรูปการใหม่ขึ้นมา....อันก่อให้เกิดดุลยภาพของระบบทุน.....
แบบจำลององค์รวมพหุภาพทุน
ในการวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย(reduction) จะเห็นได้ว่าหน่วยย่อยพื้นฐานเบื้องต้นของทุน(capital ) ที่จริงแล้วก็คือ คน นั่นเอง
ทุน คือศักยภาพที่มีการสั่งสมของมนุษย์ อันประกอบไปด้วยศักยภาพทุนทางกายภาพ และศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ นั่นก็คือคนที่มีการสั่งสมทางวิวัฒนาการ ในทางกายภาพของมนุษย์ และการสั่งสมทางปัญญา-จิตวิญญาณ ตามวิวัฒนาการแบบวิถีชีวิตในทางสังคมมนุษย์
เมื่อทุน ก็คือ คน และ คน ก็คือ ทุน การวิเคราะห์ทุนใดๆที่พัฒนารูปแบบมาถึงปัจจุบัน ย่อมแยกไม่ออกจาก ระบบความเชื่อ รูปการจิตสำนึก จิตวิญญาณของมนุษย์
การศึกษาวิจัยในทางสังคมศาสตร์ ทุกชนิด ล้วนเริ่มต้นจากคน....และมีการต่อยอดสาขาวิชาไปมากมายเหลือคณานับ....
หากมิมีการมองในแบบรวบยอด ( deduction) ก็จะไม่เห็นถึง รากฐาน และทิศทาง....และเช่นกันหากมองแบบแยกส่วนโดดๆ( reductionism) และการสรุปรวบยอดโดดๆโดยขาดการเจาะลึกหารายละเอียด( deductionism) ก็จะไม่พบทิศทางและแนวทางที่เป็นรูปธรรม.....
อุดมการณ์ และจุดมุ่งหมาย
นักทฤษฎีทางสังคมศาสตร์โดยทั่วไปแล้วหากกล่าวถึงจุดมุ่งหมายแล้วล้วนมีจุดมุ่งหมายในการก่อให้เกิดสภาวะดุลยภาพของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงสังคม...
ในปัจจุบันหากแยกประเภทใหญ่ๆกว้างๆในเชิงอุดมการณ์ได้แก่...
-อุดมการณ์แห่งลัทธิเสรีนิยม
-อุดมการณ์แห่งสังคมนิยมแบบอเทวนิยม
-อุดมการณ์แห่งสังคมนิยมแบบเทวนิยม
ในแบบเสรีนิยม อันมีจุดมุ่งหมาย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ภายใต้หลักคิดแห่งการมีเสรีภาพของปัจเจกชน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดการขยายศักยภาพทุนภายใต้การแข่งขัน....หากแต่ว่าเมื่อขาดทิศทางแห่งการสร้างลักษณะร่วมขององค์รวมพหุภาพเหล่านั้น....อันไม่ต่างจากองค์รวมที่ประกอบเป็นมนุษย์ที่ประกอบด้วยองคาพยพของหน่วยย่อยต่างๆที่เป็นอิสระ....แต่ก็ยังมีลักษณะร่วมเพื่อการพัฒนาร่วมกัน.....
เสรีภาพ ที่มีในเชิงกายภาพและจิตวิญญาณ โดยขาดการควบคุมทางจิตวิญญาณ.....ก็ก่อให้เกิด....อนาธิปไตยแห่งทุน...อันเป็นการทำลายเอกภาพแห่งองค์รวม....
ในแนวคิดแบบสังคมนิยม ในแบบอเทวนิยม และแบบเทวนิยม รูปแบบหลักคือการใช้รูปแบบศรัทธานิยมเป็นหลัก....อุดมการณ์แห่งการควบคุมในทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น.....
ในการควบคุมอย่างเข้มข้นเพียงอย่างเดียว....จึงก่อให้เกิดการทำลายความมีเสรีภาพแห่งการสร้างสรรค์ หรือส่งเสริมให้เกิดศักยภาพสูงสุดของทุน....
เมื่อทุน....ก็คือ คน.....หรือศักย์ที่ดำรงอยู่ในคน
เมื่อคน...ต่างล้วนมีรูปการแห่งความเชื่อ ที่แตกต่างกัน....ไม่มีแม้แต่คนเดียวในโลกที่เหมือนและเท่าเทียมกันทุกประการ......
เมื่อ อุดมการณ์ ที่ตั้งบนพื้นฐานทฤษฎีและการปฏิบัติอันไม่สอดคล้อง....เป้าหมายและอุดมการณ์...ก็ต้องเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆ....
และในทางตรงข้าม เป็นการทำลายล้างมวลมนุษยชาติ....
แน่นอนที่สุด...เป็นการทำลายทุน...
เมื่อทุนคือคน....และจุดมุ่งหมายของผู้คน....ต่างล้วนแสวงหาความสุขที่ตนพึงพอใจ.....
แนวคิดทฤษฎีและแบบวิธีการวิเคราะห์ทางสังคม
แนวคิดทฤษฎีและแบบวิธีการวิเคราะห์ทางสังคมเพื่อศึกษาสังคมไทยโดยทั่วไปจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังนี้
1. การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย และแบบสรุปรวบยอด จะจำแนกเป็นประเภทกว้างๆดังนี้
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางการเมือง
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคมและมานุษยวิทยา
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางจิตวิทยาสังคม
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านโครงสร้าง
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านบุคลิกภาพและจิตใจ
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
- แบบวิธีวิเคราะห์ในแนววิวัฒนาการ เป็นต้น
ในแบบวิธีวิเคราะห์ทางทฤษฎีทางเศรษฐกิจ ของนักเศรษฐศาสตร์ จำแนกได้กว้างๆดังนี้
- กลุ่มคลาสสิก ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจ ของอดัม สมิท (1723-1790)ถือเป็นOriginal ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของโลก เดวิด ริคาร์โด (1772-1823) และจอห์น สจ๊วต มิลล์ เป็นต้น
- กลุ่มคัดค้านคลาสสิก ได้แก่ คาร์ล มาร์กซ (1818-1883)
- กลุ่ม นีโอ-คลาสสิก เช่น อัลเฟรด มาร์แชลล์ กลุ่มออสเตรีย (the Austrian School) กลุ่มMathematical School มีอิทธิพลระหว่าง 1870-1935
- กลุ่มคัดค้าน นีโอ-คลาสสิก ได้แก่ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ Roy F.Harrod และEvsey D.Domar เป็นต้น รวมไปถึงแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปในปัจจุบัน
- กลุ่มคลาสสิกใหม่ (new clas-sical )
แนวนโยบายทั่วไปของรัฐโดยทั่วไปจะยึดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น
2. การวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ หรือแบบบูรณาการ ได้แก่
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม ในแบบวิธีวิเคราะห์แบบนี้ เช่น แบบวิธีวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ ถือเป็นแบบแรกในการนำเสนอแนวคิดในการวิเคราะห์แบบนี้โดยมีรากฐานทางทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ เป็นหลักในการวิเคราะห์
หากแต่ว่ากรอบวัตถุนิยมวิภาษแบบมาร์กซิสต์คลาสสิก นั้นจะเป็นในรูป การวิเคราะห์แบบทวิลักษณะในแบบกลไก เช่น การยึดถือเอาชนชั้นอันเป็นนามธรรมคือชนชั้นกรรมาชีพที่ไร้สมบัติ ไม่มีความคิดเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการขูดรีด เป็นชนชั้นที่มองแบบกลไกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด มีจิตใจเสียสละที่สุด ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว ฯลฯ
หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ พระเจ้านั่นเอง จินตภาพ กรรมาชีพ ก็ไม่ต่างจากพระอรหันต์ ในศาสนาพุทธ และพระเจ้าในศาสนา อื่นๆ
นั่นคือการถือเอา อุดมคติ หรือเป้าหมายในเชิงอุดมคติ มาเป็นแบบวิธีการกำหนดแนวทางนโยบายในการแปรเปลี่ยนมนุษย์ โดยแนวทางการสูญสลายชนชั้นแบบกลไก
แต่ทฤษฎีของมาร์กซ ได้สร้างคุณูปการให้แก่ชาวโลกหลายประการเช่น การเกิดแนวคิดรัฐสวัสดิการ ในประเทศอุตสาหกรรม การดูแลเอาใจใส่แก่คนงานเพิ่มขึ้น และทฤษฎีมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบการวิเคราะห์แบบสหวิทยาการแม้ว่าจะเป็นในแบบกลไกแต่เนื่องจากเกิดขึ้นมานับร้อยปีแล้ว
3.การวิเคราะห์แบบองค์รวม ในแบบวิธีการวิเคราะห์ แบบนี้จะต้อง ถือความสัมพันธ์ของทุกส่วนนั้นเกี่ยวข้องกัน
เพื่อเสนอ model ( ตัวแบบ) ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยและเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ดังที่ได้นำเสนอมากว้างๆ ในปัญหาเรื่องทุน ซึ่งจะเป็นหน่วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเมืองในสังคม
การวิเคราะห์แบบองค์รวม จะต้องวิเคราะห์ ถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง องค์รวมของทุนหรือศักยภาพทุนทางกายภาพและศักยภาพทุนทางปัญญาและจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่นธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และสังคม
การวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของทุน ระบบที่มีดุลยภาพของกลไกกลางการแลกเปลี่ยน หรือระบบดุลยภาพของทุน เป็นต้นเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ก่อให้เกิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม
การพัฒนาคิดค้นรูปแบบการสร้างมูลค่าให้กับทุน เช่น ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคมต่างๆเพื่อก่อให้เกิดดุลยภาพ และเกิดการสะสมทุนเพิ่มขึ้นของกลุ่มที่ขาดดุลยภาพทางทุนในสังคมไทยเช่นชาวนาชาวไร่ในชนบทไทย อย่างเป็นรูปธรรม
ชาวนาชาวไร่ ที่เพิ่งหลุดพ้นจากความไร้อิสระภาพในการสะสมทุนจากระบบไพร่ มาเพียงแค่ชั่วไม่กี่อายุคน คือเพียงแค่ร้อยกว่าปี จากที่ต้องทำงานให้มูลนายในสังกัดเป็นปี ลดลงเหลือ 6เดือนต่อปี และมีการยกเลิก แต่แบบวิถีชาวบ้านในชนบทก็ยังมีการเกณท์แรงงานเช่นกันหากแต่ว่าเป็นความสมัครใจ นอกจากจะมีระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลักและต้องทำงานอย่างหนักแต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาผลผลิต
จากประวัติศาสตร์ที่ยากจน ปัจจุบันก็ยังยากจน และอนาคตก็ยังจะยากจนต่อไป ถ้าไม่มีการสร้างเสริมให้เกิดดุลยภาพแห่งทุน
เมือง ที่บริโภคทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่ชนบท ขาดแคลน จึงก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพอย่างหนักในประเทศ ระบบรวมศูนย์ที่เมืองใหญ่ และกระจายไปเมืองบริวาร ไปจนถึงหน่วยสุดท้ายหมู่บ้านในชนบท
เช่นคนเมืองใหญ่ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี เป็นศูนย์รวมการคมนาคมขนส่ง ส่วนเมืองเล็กๆก็เป็นเมืองบริวาร เช่นถ้าจะขึ้นเครื่องบินก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น จึงก่อให้เกิดการกระจุกตัวในเมืองใหญ่ และพ่อค้าในเมืองจึงเป็นผู้ที่มีการสะสมเงินทุนได้สูง
ภายใต้ระบบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจก่อให้เกิดการเติบโตของกลุ่มพ่อค้า กลุ่มมาเฟีย และระบบผู้รับเหมาก่อสร้างที่บริหารจังหวัดที่ผลาญงบประมาณแผ่นดินในการบริหารท้องถิ่น เป็นต้น
ขณะที่ระบบการผลิตที่ล้าหลังในชนบท ระบบการทำนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีที่ทำการเกษตรที่เป็นที่ทำนาเป็นหลัก แยกออกไปจากบ้านพักอาศัยซึ่งจะเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน ทำให้การปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบผสมผสานลำบาก และต้องลงทุนสูงในการปรับปรุงที่นา ในการโยกย้ายที่อยู่อาศัย ปัญหาความปลอดภัยต่างๆเป็นต้น จึงทำให้การผลิตไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตนเองได้และก่อเกิดปัญหาหนี้สิน ปัญหาการอพยพหางานทำในเมือง การแตกสลายของครอบครัว เป็นต้น
แนวทางการปรับเปลี่ยนและมีการค้นคิดนำใช้ทุน ทางวัฒนธรรม ทางสังคม ทางการสั่งสมภูมิปัญญา ให้กับชาวนาชาวไร่ พร้อมๆกับการช่วยเหลือด้านเงินทุนเบื้องต้นเพื่อก่อให้เกิดการสร้างผลิตผล จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเพิ่มพูนขึ้นทางศักยภาพทุนของกลุ่มชาวนาชาวไร่ในสังคมที่ขาดศักยภาพทุนมาตลอดในรูปเงินลงทุน
ระบบกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนใดๆที่ก่อให้เกิดดุลยภาพ ย่อมเป็นกลไกของระบบรัฐแห่งธรรมาธิปไตย
ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
SOCIAL - CAPITALISM
…………………………………
ทุน ( Capital ) :
นิยามและความหมาย
กระบวนการวิเคราะห์พื้นฐานในทางสังคมเพื่อให้เห็นถึงทิศทางแห่งการพัฒนาไปทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ล้วนแล้วก็คือการวิเคราะห์ถึงโครงสร้างแห่งความสัมพันธ์ต่างๆของทุนภายใต้การวิวัฒนาการไปสังคมนั้นๆ
ความหมายของคำว่า ทุน ดังได้กล่าวมาแล้ว...อันหมายถึงศักยภาพที่มีการสั่งสมมาในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณของมนุษย์ในสังคม...
ในความหมายที่กล่าวมานี้ย่อมแตกต่างจาก แนวคิด ทวิลักษณะกลไกแบบมาร์กซิสต์ ที่ให้คำอธิบายว่าทุนก็คือแรงงาน....ภายใต้การใช้แรงงานของชนชั้นกรรมาชีพ แรงงานส่วนเกินของชนชั้นกรรมาชีพก่อเกิดมูลค่าส่วนเกินและเกิดการสะสมทุนของชนชั้นนายทุนที่ขูดรีดและเอาเปรียบสร้างความมั่งคั่งและก่อเกิดชนชั้นนายทุน...
ในความหมายในที่นี้ จะอธิบายให้เห็นว่า ที่จริงแล้วทุนก็คือการสั่งสมแห่งศักยภาพที่ดำรงอยู่อันแตกต่างกันของมนุษย์
ทั้งในทางศักยภาพทางกายภาพและศักยภาพทางปัญญาและจิตวิญญาณอันเกิดจากการเรียนรู้ที่สั่งสมมาในกระบวนการทางสังคม
ในความแตกต่างแห่งศักยภาพเหล่านี้ของคนที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างสัมบูรณ์บนโลก อันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งในจักรวาลที่ดำรงสถานะความเป็นเอกเทศอย่างสัมพัทธ์
ภายใต้ความแตกต่างเหล่านี้ ก่อให้เกิด กลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่พัฒนามาเป็นระบอบการเมืองการปกครอง ระบอบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม กฏเกณท์ต่างๆ บรรทัดฐานทางสังคม รูปการทางจิตสำนึก-จิตวิญญาณต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น เด็กทารกแรกเกิดในประเทศจีน หากเกิดมาเป็นเด็กชาย จะมีศักยภาพทางกายภาพที่สูงกว่า เด็กหญิง และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนสูงกว่า เด็กหญิง
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า แค่เด็กร้อง อุแว้ ...ก็มีมูลค่าสูงกว่าแล้วหาได้ใช้แรงงานส่วนเกินอะไรไม่..
ทุนแห่งศักยภาพทางกายภาพของเด็กที่ดำรงอยู่ ก่อเกิดมูลค่าได้ ที่มีมูลค่าสูงกว่าเด็กหญิง ย่อมเกิดจาก สิ่งที่เรียกว่า องค์รวมพหุภาพแห่งทุนในทางสังคม...
องค์รวมพหุภาพแห่งทุนในทางสังคม ก็คือองค์รวมแห่งการสั่งสมศักยภาพแห่งทุนในสังคมนั้นๆที่มีมานับแต่อดีต ปัจจุบัน และทิศทางแห่งอนาคต
การก่อรูปการองค์รวมทางวัตถุใดๆของสรรพสิ่ง ล้วนดำรงไว้ซึ่งร่องรอยแห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกระบวนการพัฒนาไปของสิ่งนั้นๆ...
ความหมายของคำว่าทุน
ทุน ได้มีการให้ความหมายของคำว่า ทุนในปัจจุบัน เป็น 2 แนวคิดใหญ่ๆ
คือ แนวคิด แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ แบบเสรีนิยม จะให้ความหมายที่ครอบคลุมไปทั้งหมด คือหมายถึงทรัพยากร ต่างๆรวมทั้งทรัพยากรมนุษย์ที่มีการนำใช้ในกระบวนการผลิต,การแลกเปลี่ยนสินค้า
ในขณะที่แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์แบบมาร์กซิสต์ จะให้ความหมายของคำว่าทุน ก็คือ ผลอันเกิดจากแรงงานของมนุษย์ในการดำเนินการผลิต และผลจากแรงงานส่วนเกิน ที่ก่อให้เกิดมูลค่าส่วนเกินได้กลายมาเป็นทุนหรือเครื่องมือในการดำเนินการผลิตและก่อเกิดยุคทุนนิยม
สำหรับความหมายของคำว่าทุน ในที่นี้ หมายถึงคุณสมบัติที่ดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ ที่แสดงออกถึงการสั่งสมไว้ทางศักยภาพอันประกอบเป็นองค์รวมพหุภาพของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน
การแสดงออกของทุน ก็คือกระบวนการที่มนุษย์ มีอันตรกิริยา กับ สิ่งอื่นที่อยู่นอกตัวมนุษย์ เช่นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ,มนุษย์ กับธรรมชาติ ภายใต้การดูดกลืน และการแผ่กระจายออกในการปรับดุลยภาพในความแตกต่างทางศักยภาพก็คือการแลกเปลี่ยนทุน
การกำเนิดของทุน มาจากความแตกต่างทางศักยภาพ ของมนุษย์ กล่าวคือในยุคบรรพกาล เมื่อมนุษย์มีการอยู่กันเป็นสังคมชุมชนแบบบรรพกาล ความแตกต่างทางกายภาพเช่นความแข็งแรง หรือความเชี่ยวชาญในการสังเกตุ , ทักษะ ประสบการณ์, ได้ก่อรูปให้เกิดการ แลกเปลี่ยนทางศักยภาพ
ผู้มีทุนทางศักยภาพสูงสุดและศักยภาพนั้นๆเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นหรืออยู่บนพื้นฐานของความต้องการของชุมชนนั้นๆก็ได้รับการยอมรับเป็นผู้นำ หรือเป็น กลไกกลาง ที่จะไกล่เกลี่ย และให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพที่เกิดดุลยภาพในชุมชนนั้นๆ และเป็นระบบแรกเริ่มของระบบกลางของการประเมินคุณค่าแลกเปลี่ยน รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของ กระบวนการแห่งอำนาจรัฐของชุมชน หรือระบบกลางในการแลกเปลี่ยนศักยภาพในทางการเมือง,วัฒนธรรม และสังคม
รัฐแห่งชุมชนบรรพกาลได้ก่อรูปการจิตสำนึกขึ้นมาบนพื้นฐานการประเมินคุณค่าของศักยภาพ ในทางจิตวิญญาณ และศักยภาพในทางวัตถุ จากที่มีรูปการจิตสำนึกทางสังคมแบบแบ่งปันกันที่มีดุลยภาพ ก็เริ่ม มี อภิสิทธิ์ ต่างๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนไปจากการขาดดุลยภาพของระบบกลางในการประเมินคุณค่าต่อศักยภาพของสิ่งต่างๆ
เมื่อสังคมได้ขยายใหญ่ขึ้นระบบกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนไม่ได้รับการปรับตัวให้เกิดดุลยภาพ เช่นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม,ความไม่เท่าเทียมกันด้านต่างๆ ประกอบกับ มีการรุกรานซึ่งกันและกันของชุมชน รวมทั้งการรับรู้ ระหว่างชุมชน กับชุมชน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ อันก่อให้เกิดการรวมตัวและการแยกตัวของชุมชน
ทุน ได้มีการนำใช้ นับแต่มนุษย์ เริ่มอยู่กันเป็นสังคม หรือแม้แต่ดำรงชีพอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็ยังต้องใช้ทุนทางปัญญาหรือทุนที่เกิดจากการสั่งสมทางประสบการณ์ ที่รวมไปถึงความคิดจินตนาการ ในการใช้ทุนเหล่านี้เพื่อต่อสู้ในการดำรงชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
ชุมชนบรรพกาลหรือตามแนวคิดของสำนักมาร์กซิสต์ ที่อธิบายว่าเป็นสังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาล ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นั้น ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความแตกต่างทางศักยภาพของมนุษย์ยังดำรงอยู่ ระบบกลางของการไกล่เกลี่ยหรือแลกเปลี่ยนศักยภาพที่จะต้องไม่เท่าเทียมกัน เช่นความรัก ความผูกพัน ของครอบครัวหนึ่งๆย่อมไม่เท่ากัน ,กิเลส,ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันก็ยังมีอยู่ ซึ่งก็คือมีการดำรงอยู่ของรูปการอันก่อให้เกิดอภิสิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน
การวิเคราะห์ว่าเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น คือเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันคงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นจริงในทางธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดๆเท่าเทียมกันอยู่แล้วอย่างสัมบูรณ์
สิ่งที่เรียกว่าความเสมอภาคก็คือกระบวนการภายใต้กรอบแห่งการแลกเปลี่ยนหรือกระบวนการของอันตรกิริยาที่มีดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่ ดังนั้นย่อมไม่มีสิ่งที่สัมบูรณ์ของความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมของชนชั้นสิ่งที่เท่าเทียมอย่างสัมพัทธ์ของมนุษย์ก็คือ การเกิดการแลกเปลี่ยนที่มีดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่ของศักยภาพที่แตกต่างกันของมนุษย์
เมื่อสังคมพัฒนาไป ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกลไกของระบบเริ่มมีความซับซ้อนสูงขึ้น มีการสร้างระบบกลางการแลกเปลี่ยนดุลยภาพที่เข้มแข็งขึ้น การใช้สิ่งของหาได้ยากมาแลกเปลี่ยนไปสู่ระบบการใช้เงินตราแลกเปลี่ยน และ ภายใต้การพัฒนาไปของรูปการจิตสำนึกในทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากชุมชนเดี่ยวๆ กลายเป็นหลายๆชุมชน และเป็นรัฐ
การขยายตัวทางศักยภาพ จากบุคคล มาเป็นกลุ่มบุคคล กลุ่มสังคม และกลุ่มระบอบรัฐ โดยมีการรวมตัวของกลุ่มคนหรือตัวแทนของกลุ่มที่มีศักยภาพสูงกว่า กลุ่มบุคคลอื่น ทำหน้าที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของคนในสังคม อันได้แก่กลไกทางการผลิต,กลไกการป้องกันและการรักษาตนเอง, กลไกทางจิตวิญญาณต่างๆ อันก่อเป็นรูปการจิตสำนึกในสังคมนั้นๆ
การพัฒนาทางเทคโนโลยีในการผลิตที่ล้าหลังที่ต้องพึ่งพาอาศัยแรงงานจากมนุษย์ เป็นหลัก ภายใต้การแย่งชิงทรัพยากรและผลผลิตต่างๆระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หรือการเสริมสร้างศักยภาพให้กับรัฐของตนเอง
แรงงานมนุษย์หรือทุนทางศักยภาพของมนุษย์ทั้งทางกายภาพและทางปัญญาจิตวิญญาณ ได้ถูก กลุ่มที่มีอำนาจในการควบคุมกลไกกลางของรัฐ นำมาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้า และมีการเกิดขึ้นของตลาดซื้อขายมนุษย์ที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง และเข้าสู่ยุคสังคมทาส
การขาดดุลยภาพ ทางกลไกกลางของสังคมเป็นไปอย่างรุนแรงจนในที่สุดเกิดการลุกฮือของทาส และก่อให้เกิดการปรับดุลยภาพทางสังคมใหม่ของกลไกกลาง พร้อมๆกับ ความก้าวหน้าขึ้นของเทคโนโลยีการผลิต กลุ่มชนชั้นนำในสังคมต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางใหม่ เป็นในรูปของ การแลกเปลี่ยนผลผลิตจากแรงงาน กับการคุ้มครองทางสวัสดิภาพของบุคคลหรือกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้สังกัดเดียวกันซึ่งกลายเป็นไพร่ ในยุคนี้ที่ต้องเสี่ยงกับการรุกรานกวาดต้อนทุนหรือผู้คน และก่อเกิดสังคมศักดินา ที่มีการครอบครอง และแบ่งปันการถือครองปัจจัยการผลิตหลักคือที่ดินหรืออาณาเขตุที่เป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติด้วยการใช้กำลัง หรือเทคโนโลยีการรบและป้องกันตนเองที่เหนือกว่าครอบครองเขตุแดนนั้นๆจนเกิดเป็นรัฐชาติต่างๆ
การค้นคว้าทางการผลิต ทำให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี ไปสู่การคิดค้นการใช้เครื่องจักรไอน้ำ มาทดแทนแรงงานในการผลิต อันเป็นกระบวนการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า และเกิดกระบวนการผลิตในรูปแบบของโรงงาน ที่มี การเกิดขึ้นของกลุ่มที่เรียกว่านายทุน ที่มีสีสัน แตกต่างจากชนชั้นนำเดิม และมีระบบการขายแรงงานแบบรับจ้างเกิดขึ้น นั่นก็คือการเกิดขึ้นของผู้ขายแรงงาน และก้าวสู่ สังคมที่มีรูปแบบความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เราเรียกกันว่า สังคมทุนนิยม ที่มีการพัฒนาและมี กลไกกลาง ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆมาจนทุกวันนี้
การคาดหมายแบบกลไกในแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ที่ คาดหมายว่าระบอบทุนนิยมจะล่มสลายและจะเป็นการเกิดขึ้นของสังคมคอมมิวนิสต์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในความเป็นจริงของมนุษย์ ถ้าหากว่าสังคมที่เกิดจากการดำเนินแนวทางนโยบายตามกรอบการจำแนกชนชั้นการสร้างเงื่อนไขในการทำลายชนชั้น ในรูปแบบที่นักลัทธิมาร์กซ์ดำเนินงาน หรือภายใต้กรอบหรือแนวคิดที่คิดว่าต้องอาศัยความพยายามทางอัตวิสัย เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีรูปธรรมคือการคัดค้าน ,การต่อต้าน,การทำลาย ต่อระบอบทุนนิยม เพื่อเป็นเงื่อนไขต่อการเกิดขึ้นของสังคมคอมมิวนิสต์ที่ไม่มีชนชั้นตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ คงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะรูปแบบ,วิธีการ,แนวทาง,นโยบาย ดังได้กล่าวมาข้างต้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมมนุษย์
เป้าหมายในการทำลาย ระบอบทุนนิยม จึงเป็นเป้าหมายที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่สอดคล้องความเป็นธรรมชาติของทุน ซึ่งทุน ยุคปัจจุบันก็คือการสั่งสมทางศักยภาพของมนุษย์
ทุน มีการดำรงอยู่มาแต่บรรพกาล จนถึงปัจจุบันหากมิใช่ว่าเมื่อเกิดกระบวนการผลิตที่มีการจ้างแรงงานและมีชนชั้นกรรมกรที่ยังชีพด้วยการขายแรงงาน จึงจะมีการเกิดขึ้นของทุน
การจำแนกความแตกต่างของสังคม ก็คือความแตกต่างขององศาแห่งความเข้มข้นของการใช้ทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน การที่จะบรรลุสังคมตามอุดมคติของนักลัทธิมาร์กซ์ ได้นั้นจะต้องมีกระบวนแห่งวิธีการที่ถูกต้องและสอดคล้องความเป็นจริงทางธรรมชาติของสังคมมนุษย์
ไม่ว่าจะเรียกว่าสังคมอะไรโลกปัจจุบันก็คือโลกของการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุนหรือ โลกทุนนิยมทั้งสิ้น ซึ่ง ก็มีการดำรงอยู่ของรูปแบบ การแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนในหลายๆรูปการ เหมือนแบบบรรพกาลเช่น ศักยภาพทางกายที่ได้เปรียบ รูปแบบสังคมทาส เช่นการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่มีการแลกเปลี่ยนที่มีความซับซ้อนขึ้น รูปแบบสังคมศักดินา เช่น การผูกขาดการครอบครองในปัจจัยการผลิตเช่นที่ดินหรือแหล่งทรัพยากร รวมทั้งระบบเจ้าพ่ออิทธิพล หรือรูปแบบ ของ ตลาดเสรีของการขายแรงงานกายและแรงงานสมอง หรือที่เรียกว่าทุนนิยม
ทั้งนี้ การจำแนกรูปแบบสังคมก็คือการจำแนกประมาณการความเข้มข้นของรูปแบบการใช้ทุน และระบอบแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
การพัฒนาทุนในสังคมมนุษย์ มีการพัฒนากล่าวคือ ทุนคือศักยภาพ ที่แสดงออกภายใต้การเปรียบเทียบและอันตรกิริยาของมนุษย์ในสังคมผ่านทางกลไกกลางที่เป็นรูปการต่างๆในสังคม ทิศทางหลักของการพัฒนาไปของทุนก็คือทิศทางแห่งการรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพขององค์รวมร่วมกันของระบบย่อยภายใต้ความเป็นเอกภาพร่วมกันขององค์กรใหญ่ ที่เป็นองค์รวมพหุภาพของระบบ
การทำลายทุนก็คือการทำลายศักยภาพของมนุษย์ที่ดำรงความแตกต่างในสังคม เพราะศักยภาพที่แสดงออกของมนุษย์อันประกอบไปด้วยแรงงานกายและแรงงานสมองก็คือทุน ที่มนุษย์มีอยู่ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งทางกายภาพและทางกระบวนการทางสังคมที่มีพัฒนาการไปไม่เท่าเทียมกัน
เพราะกล่าวถึงที่สุดแล้ว ทุนก็คือคน และคนก็คือทุน
การดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการพัฒนาของทุนหรือเกิดดุลยภาพในระหว่างการเคลื่อนที่ไปของทุนในสังคม ที่เข้าสู่ยุค โลกาภิวัตน์ของทุน ในปัจจุบัน จะต้องดำเนินการใน รูปแบบ ของ ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม ดังที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม ในการอธิบายในที่นี้จะแตกต่างจาก คำว่า ทุนทางสังคม ซึ่งคำว่าทุนทางสังคมหมายถึงการ นำใช้ทุนแห่งปัจเจกชนอันเกิดจากการก่อรูปการการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนจากรูปการทางสังคมต่างๆเช่น ความสัมพันธ์ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมสถาบัน ศาสนา เชื้อชาติ ความเชื่อมั่น ความศรัทธา เป็นต้น ซึ่งการนำใช้ทุนทางสังคม ในความหมายแบบนี้ โดยไม่จำแนกย่อมเกิดผลกระทบต่อการสร้างดุลยภาพ เช่น ลัทธิคลั่งชาติ ,ลัทธิชาตินิยม เป็นต้น
องค์รวมพหุภาพทุน และระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
......................................................
ขอบเขตุเนื้อหาองค์รวมพหุภาพทุนและระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
เพื่อให้เห็นภาพรวมกว้างๆถึงขอบเขตุเนื้อหาที่จะนำเสนอในแนวคิดซึ่งจะเน้นในลักษณะมหภาคมากกว่าในแบบจุลภาค.... จะประกอบไปด้วยหัวข้อใหญ่ๆดังนี้
-กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
-ระบอบเศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายใต้การพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
-ลักษณะขององค์รวมพหุภาพทุน
-รูปการศักยภาพแห่งทุนในทางกายภาพ
-รูปการศักยภาพแห่งทุนทางปัญญาและจิตวิญญาณ
-องค์รวมพหุภาพทุน ที่ประกอบไปด้วยศักยภาพทางกายภาพและทางปัญญาในทางสังคม อันได้แก่รูปการของทุนทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิญญาณ
-โลกาภิวัตน์ขององค์รวมพหุภาพทุน
-ระบบมูลค่ารูปการศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ
-เครดิต ความเชื่อถือ หรือศักย์ ที่ดำรงอยู่กลายเป็นมูลค่า
-ดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่ขององค์รวมพหุภาพทุน
-ทิศทางแนวทางนโยบายด้านเศรษฐกิจแห่งรัฐ
-นโยบายด้านการเงินการคลังแห่งรัฐ และภาคประชาชน
-พลังงาน การจัดการด้านทรัพยากร หรือศักยภาพทุนในเชิงกายภาพในทางสังคม
-มูลค่าของรูปการทางจิตวิญญาณ
- สุนทรียภาพ ความงาม ความรัก ความสุขที่สมดุล
-เศรษฐศาสตร์ แห่งความสุข
-ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
- วิวัฒนาการขององค์รวมพหุภาพทุน และระบอบแห่งรัฐ
-องค์กรคู่ขนาน และการขยายการมีส่วนร่วมขององค์กรประชาชน
-ทิศทาง อุดมการณ์แห่งรัฐระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
-นวัตกรรมทางการเมือง-สังคม
-องค์กรและรูปการองค์กรทางสังคม
-ระบอบรัฐ ระบอบแห่งอำนาจรัฐธรรมาธิปไตย
-ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก
การเสนอแนวทางนโยบายในการพัฒนาประเทศนอกจากจะต้องพิจารณาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในสังคมไทย....
สิ่งที่สำคัญอีกประการ...คือความเป็นจริงทางวัฒนธรรม-สังคม....ของผู้คนบนผืนดินแห่งนี้ที่มีมายาวนาน...อันเป็นรากฐานแห่งความคิดจิตวิญญาณ.....
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก.....อันเกิดจากความคิดแบบสุดขั้วสองด้าน....
ระหว่างรากฐานกระบวนคิดแบบวัฒนธรรมแบบไพร่โบราณ....กับวัฒนธรรมแบบไพร่แห่งยุคโลกาภิวัตน์...
ระหว่างความคิดของคนที่ไม่มีอิสระภาพและทรัพย์สินที่อุทิศแรงงานทุกอย่างให้ผู้เป็นเจ้าของชีวิต....และเมื่อมีอิสระภาพก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบแห่งผู้มีพระคุณ....
อีกขั้วของความคิดที่บูชานายทาสทางปัญญาแห่งยุคโลกาภิวัตน์อย่างหลับหูหลับตาจนหาความคิดที่เป็นของตนเองที่มองสิ่งต่างรอบตัวจากความเป็นจริงไม่มี.....และความจงรักภักดีแห่งผู้มีพระคุณทางเงินตราอำนาจวาสนาที่พร้อมแปรเปลี่ยนความคิดได้ตามมูลค่าเศษเงินที่โยนให้....และยึดมั่นถือมั่นศรัทธาต่อความคิดต่างๆของนายทาสทางปัญญาว่าคือคัมภีร์แห่งทางปัญญาที่ต้องจงรักภักดีด้วยจิตวิญญาณ...โดยหามองความเป็นจริงหรือกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงรอบตัวเองไม่....ไม่ต่างจากทาสทางปัญญาที่นายทาสล่ามโซ่ตรวนไว้.....
กระบวนทัศน์เหล่านี้วิวัฒนาการเรื่อยมาถึงปัจจุบันในสังคมไทย....
กระบวนทัศน์เหล่านี้....ย่อมมองไม่เห็นถึงองค์รวมแห่งองคาพยพที่ประกอบเป็นรัฐแห่งประชาชาติ.....มองไม่เห็นถึงจุดมุ่งหมายของรัฐที่เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นเอกภาพ....ความสมานฉันท์....ความร่วมมือ....ความเสมอภาค...ภราดรภาพ....ภายใต้ความแตกต่าง...ความหลากหลายทางวัฒนธรรม.....อันก่อเกิดจากกระบวนการ...กฎกติกาตามระบอบแห่งประชาธิปไตย.....
รากเหง้าทางความคิดแบบแยกส่วนและกลไก....
ก่อเกิดกระบวนการทำลายล้างตนเองขึ้น.....
การทำลายองค์รวมแห่งองคาพยพของรัฐแห่งประชาชาติไทย.....
ในทางการเมือง....กระบวนทัศน์เหล่านี้ไม่ยอมรับต่อกติกาใดๆ.....
ด้านหนึ่ง...ความคิดแบบวิญญาณกบฏเข้าสิง....ที่เป็นกบฎต่อกฎเกณท์ใดๆทุกเรื่องหากกฎเกณฑ์นั้นไม่สอดคล้องหรือกลุ่มตนเองสูญเสียผลประโยชน์อันจำเป็นต้องเสียเพื่อคงรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของส่วนรวม......หรือความคิดแบบอนาธิปไตยบนรากฐานที่มีเสรีภาพอย่างเห็นแก่ตัว...มีเสรีภาพเฉพาะกลุ่มตน....เรียกร้องเฉพาะกลุ่มตน...โดยกลุ่มตนเพื่อกลุ่มตน.....และทำลายล้างกลุ่มที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกับตนทุกวิถีทาง....โดยไม่คำนึงว่าไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดจริยธรรมและมนุษยธรรมอย่างไรก็ตาม.....ขอเพียงให้กลุ่มตนได้รับชัยชนะ......และ มีเพียงความคิดของตนและกลุ่มตนเท่านั้นที่ถูกต้องและฉลาดเฉลียวที่สุด.....นอกนั้นคือศัตรูที่ต้องทำลายล้าง....ก่อเกิดระบบมาเฟียต่างๆนานาแม้กระทั่งกระบวนการผูกขาดทางความคิดและการโน้มน้าวจูงใจ.....
อีกขั้วของความคิด....ที่ยอมทุกอย่าง...ความคิดแบบไพร่ที่ติดที่ดินอันไม่เคยมีที่ทำกินของตน....อุทิศแรงงานแรงกายให้ทุกอย่าง....พยักหน้าได้ทุกเรื่อง....นายว่าขี้ข้าพลอยพยัก....
วัฒนธรรมสอพลอประชาธิปไตยแห่งโลกาภิวัตน์ที่วิวัฒนาการมาก่อรูปการระบอบอุปถัมภ์แบบไทยๆ....ที่มีไพร่ทาสยุคใหม่...และบรรดาศักดิ์แห่งท่านขุนพลอยพยัก....
รากเหง้าวัฒนธรรม....ความคิด...จิตวิญญาณเหล่านี้ยังคงมีหนาแน่นในสังคมไทย....
เป็นรากฐานกระบวนการคิดของผู้คน....ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ....
วัฒนธรรมการทำลายล้างการนำองค์กร...ทำลายล้างการบริหาร...คัดค้านรัฐบาลของตนเองที่ตนเป็นผู้เลือกมากับมือ.....ไม่ยอมรับกติกา....หากไม่ใช่ไพร่พล....
ภายใต้การผสมผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัฒนธรรมความคิดสุดขั้วทั้งสองแบบ...
การทำลายตนเองจึงเกิดขึ้น....มาจากตนเอง...โดยเงื้อมมือของตนเอง...และเพื่อจุดจบของตนเอง...
และหาได้บรรลุเอกภาพ....ความสามัคคี...ความสมานฉันท์...ขององค์รวมองคาพยพต่างๆที่ต้องการความสมานฉันท์อย่างยิ่งยวดในการรักษาเอกภาพแห่งองค์รวมอันพึ่งพาอาศัยกันของทุกๆส่วน อันเป็นเจตนารมณ์แห่งการปกครองในประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่......
และทำให้กระบวนการพัฒนาใดๆในทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม....ต้องสะดุดและเกิดสภาวะชะงักงันตลอดมา......
และที่สำคัญ....เมื่อได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่บริหาร.....หรือเป็นผู้กุมกลไกอำนาจรัฐในองค์กรต่างๆ....
การขัดขวางต่อความมีเสรีภาพ...การขยายเสรีภาพ...ของประชาชนและประชาชาติ....จึงเกิดขึ้น....
และเฉื่อยชา...ต่อการกระจายอำนาจรัฐ....หรือการลดทอนอำนาจรัฐที่รวมศูนย์สู่ส่วนกลางที่ใหญ่โตเทอะทะและประสิทธิภาพต่ำต่อการบริการให้กับประชาชาติไทย......
การกระจายอำนาจรัฐจากการรวมศูนย์ส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น....มีความจำเป็นอย่างยิ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาวการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม...
การสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม....ล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางสังคมไทย....
รัฐบาล...ในฐานะผู้กุมกลไกอำนาจรัฐ...และทำหน้าที่บริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินบริหารการเงินการคลังแห่งรัฐ......
ข้อเท็จจริงของงบประมาณที่รวมศูนย์ส่วนกลาง....คือ...
รายได้จากงบประมาณทั้งหมด....ที่มาจากภาษีอากร...โดยมีรายจ่ายหลักๆดังนี้....
กว่า45%.....เป็นรายจ่ายเงินเดือนข้าราชการ...ที่มีอยู่3ล้านคน...จากเฉลี่ยอายุ20ปีไปถึงรับบำนาญเฉลี่ยจนถึง80ปี......
30 %จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้....และคืนเงินกู้ต่างประเทศ....
เหลือเพียง....25%.....เท่านั้น...ที่จัดสรรให้กระทรวงทบวงกรมไปพัฒนาประเทศ.....
และใน 25 % นี้....ยังมีการคอรัปชั่น...ทุกรูปแบบ...จากกระทรวงไปถึงหย่อมหญ้า....คิดว่าสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย....ประมาณอย่างน้อย10 %.....จึงคงเหลืองบพัฒนาประเทศชาติ....อย่างมากก็แค่15%......
เมื่อรายจ่ายที่จ่ายให้กับกลไกที่ไร้ประสิทธิภาพเทอะทะเชื่องช้า....ขนาดมหึมา.......
และรายได้ก็มาจากภาษีเป็นหลัก......
แล้วจะแก้ปัญหาประเทศชาติอย่างไรให้มีการพัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ.....
ย่อมแยกไม่ออกจาก.....การสร้างนวัตกรรมใหม่ในการบริหารงาน....การจัดการด้านองค์กร...ฯลฯโดยเฉพาะอย่างยิ่ง.....การกระจายอำนาจรัฐ.....
แม้กระทั่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ.....ที่จะต้องระดมทุนในการขยายบริการประชาชน..
เมื่อคนส่วนใหญ่ยากจน.....รายได้ของรัฐก็ต้องน้อยลง....
รายได้ของรัฐจะมากขึ้นก็ต่อเมื่อรายได้ของคนสูงขึ้น.....ซึ่งก็มีทั้งจากการประหยัด....และการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น.....
นโยบายรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าอันแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเฉพาะหน้าในสังคม...มักจะถูกมองจากนักวิชาการว่าเป็นนโยบายประชานิยม......
สมมติว่าประเทศไทย....มีอยู่ 65 ครอบครัว....มีเพียง5 ครอบครัวที่ร่ำรวย...และอีก15 ครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง....อีก 50 ครอบครัวระดับกลางค่อนข้างยากจน....และอีก30ครอบครัวยากจน...
เงินกองกลางของหมู่บ้านแห่งนี้....ได้มาจากครอบครัวทั้งหมด....เมื่อแต่ละครอบครัวย่ำแย่รายได้กองกลางก็ลดลง.....ตลอดเวลาเพราะต้องมาชดเชยกับความยากจนลงเหล่านี้.....
การขาดดุลยภาพของทุน....ภายในหมู่บ้านแห่งนี้....จึงจำเป็นจะต้องสร้างรายได้ให้มีเพิ่มขึ้นกับทุกกลุ่ม....
ดังนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ผ่านมาจึงดำเนินไปในแบบคู่ขนาน....ทั้งรากหญ้าและระดับบนหรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ....
ตราบใดที่ครอบครัวต่างๆจนลง...รายได้กองกลางก็ลดลง....ปัญหาต่างๆทางสังคมก็จะเพิ่มขึ้นทวีคูณ.....จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับการปรับเศรษฐกิจระดับกลางและล่าง...ให้มีการยกระดับรายได้สูงขึ้น....
และในกระบวนการทำงาน....การแก้ปัญหา...ก็ย่อมมีทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาระยะยาว.....
การอัดฉีดระดับล่างตามปัญหาเฉพาะหน้าจึงถูกมองว่า.....ประชานิยม...และถูกโจมตีหนักจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย.....ที่มีเพียงงานสร้างสรรค์ถ้อยคำว่า..ประชานิยม...
และก็หามีผู้หนึ่งผู้ใดที่มีการเสนองานสร้างสรรค์ที่เป็นรูปธรรมใดๆในการนำเสนอแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเหล่านั้นแต่อย่างใดไม่....ดังนั้นจึงมีเพียงงานสร้างสรรค์ถ้อยคำอันงดงามว่าประชานิยม....
หากมิมีการแก้ปัญหาอันเกิดวิกฤติการณ์ในเฉพาะหน้า...ปัญหายาวไกลก็ต้องเลิกพูด...เพราะมันเกิดกระบวนการใหม่แล้วคือกระบวนการแห่งการถอยหลังลงนรกอันเกิดจากวิกฤติการณ์
การสร้างนวัตกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างดุลยภาพให้กับกลุ่มต่างๆในสังคม....โดยเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ในสังคม....
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับกระบวนทัศน์ในทุกๆด้าน.....
การยกระดับผลิตภัณฑ์....ก็ต้องยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในทุกด้าน....
การตลาด...การจัดการสมัยใหม่....การบริหารงานแบบใหม่....
การยกระดับวัฒนธรรม...ความคิด....จิตวิญญาณ...ก็ย่อมได้รับการยกระดับไปด้วย....
และในกระบวนการต่างๆนาๆเหล่านี้.....มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ....ล้วนแล้วต้องใช้ทุน....
ทั้งทุนทางกายภาพและทุนทางปัญญา.......หรือการองค์รวมพหุภาพทุน
การกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ของกระทรวง...ทบวงกรมไปสู่ท้องถิ่น....และการสร้างองค์กรในการจัดการตนเองของประชาชน....ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา.....ที่นับเพิ่มขึ้นทั้งในขอบเขตุปริมาณ...และระดับของคุณภาพ....ในการให้บริการอย่างทั่วถึงด้วยประสิทธิภาพต่อประชาชน
นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ.....การจัดการด้านการเมืองสังคม.....สวัสดิภาพทางสังคม..
ปัญหาหลักประกันกระบวนการแห่งความยุติธรรมขั้นต้นของประชาชน...ดังได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว.....กระบวนการไกล่เกลี่ยปรองดองขั้นต้นของประชาชนในส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนในสังคม.....ที่ไม่อาจรอกลไกกลางรวมศูนย์แห่งรัฐที่อืดอาดเทอะทะเมไปด้วยพิธีกรรมขั้นตอนมากมายมหาศาลจัดการแก้ไขให้ได้ทันท่วงที....
เมื่อจุดมุ่งหมายแห่งรัฐ...คือความเสมอภาค...สันติภาพ...ภราดรภาพของประชาชน..
แล้วจะขัดขวางอะไรกัน....กับการมีส่วนร่วมและพึ่งพาตนเองของชุมชน....ภายใต้บทบัญญัติตามแนวทางนโยบายแห่งรัฐที่มีบัญญํติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย......
เพราะมีแต่จะต้องส่งเสริมและขยายให้กว้างขวาง....
จึงจะบรรลุตามเจตนารมณ์ที่มีในรัฐธรรมนูญ.....
หากไม่จำกัดกรอบความคิดของตนเองไว้และมีกระบวนทัศน์แบบกลไก....
การสร้างนวัตกรรมใหม่ในทางเศรษฐกิจ....การเมือง....วัฒนธรรม...สังคม...ย่อมมีมากมาย...
หากทางการเมือง....ยังมีกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก....
เราก็มีเพียงนักคัดค้านแบบกลไก.....anti-thesis .....
และไม่เข้าใจองค์รวมแห่งเจตจำนงค์การคัดค้านถ่วงดุล....คืออะไรในเนื้อหาสาระ....
ถ้าไม่เข้าใจว่าการคัดค้าน....คือการเสนอสิ่งที่เป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและดีกว่า....ด้วยวิธีการสร้างสรรค์และบรรลุผลแห่งความสมานฉันท์
เราก็มีเพียงนักถ่วงความเจริญ....หาได้ถ่วงดุล....
การเกิดขึ้นขององค์กรประชาชนในรูปแบบกระจายอำนาจรัฐก็ยากยิ่งที่จะเกิดขึ้นได้....
ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องการแก้ไข....และการวางรากฐานแนวทางนโยบายในระยะยาว...เช่น...
องค์กรจัดการบริหารด้านพลังงานและทรัพยากร....ของชุมชน...
องค์กรจัดการด้านหลักประกันกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น....ของชุมชน..
องค์กรจัดการด้านเศรษฐกิจ....และกลไกแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน.....ของชุมชน....
และอีกฯลฯฯลฯฯลฯ.....
ถ้ากระบวนทัศน์ยังคงเป็น....
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก....อย่างที่เห็นอยู่ดาษดื่นในปัจจุบัน....
ในช่วงฤดูกาลหาเสียงช่วงที่ผ่านมาของบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างก็เสนอแนวนโยบาบแบบ เกทับบลัฟแหลกแจกแถมกันอุตลุต....สร้างความมึนงงและความสับสนให้กับผู้คนได้อย่างน่าเวียนหัว....ในทิศทางของประเทศจากจินตนาการอันบรรเจิดของบรรดานักเลือกตั้งอาชีพ....
บางพรรคปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ได้ราวกิ้งก่าเปลี่ยนสี....จากที่ไม่เคยมีสัจจะวาจาก็มีสัจจนิยม....และพร้อมที่รักษาสัจจะต่อไปในการให้ได้มาซึ่งสัมปทานโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่เคยได้รับมานานอย่างต่อเนื่องจนหายอดอยากปากแห้ง.....
บางพรรคนโยบายก็สร้างจินตนาการไว้ริมถนนติดกันไว้เป็นระยะ...ฟรีทุกอย่าง...จนถึง...60 ปี มีเงินเดือนให้...อีกพรรคก็เช่นกันนโยบายยังกะลอกกันมา.....
แต่ที่ประหลาดใจและสับสนในนโยบาย2พรรคนี้ที่มีระบบความคิดสุดขั้วทั้งสองด้านในการนำเสนอประชาชนคือ....นโยบายรัฐเอื้ออาทร..ฟรีทุกอย่างเพื่อประชาชน และอีกขั้วanti-thesis คือการดำรงเป็นฝ่ายค้านหัวชนฝาถ้าพรรคหนึ่งบอกว่าสวรรค์ก็จะต้องเลือกทางตรงข้ามคือนรก...เป็นต้น..คือเลิกทุกอย่างที่พรรคตรงข้ามเขาทำไว้เพราะต้องถือว่าผิดทุกอย่าง....
นโยบายนี้กลับมิได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากปัญญาชนแห่งประเทศไทยว่าเป็นนโยบายประชานิยม....เป็นสิ่งเหลือเชื่อและมหัศจรรย์ยิ่งนักกับกระบวนทัศน์ทางวิชาการ...
นี่เป็นส่วนหนึ่งในความสับสนอลหม่านทางความคิด......หรือว่าเป็นระบบความคิดใหม่แห่งยุคที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มีการแปรเปลี่ยนทางพันธุกรรมที่นับวันคล้ายไส้เดือน....ที่มีสองขั้วอยู่ในตัวเดียวกัน...
หากเคนเนดี้กลับชาติมาเกิดก็คงต้องพูดว่า......" จงแบมือเถิดประชาชนแห่งรัฐ.......รัฐจะให้ท่านทุกอย่างแม้แต่ลมหายใจ......ท่านไม่ต้องถามว่าจะให้อะไรแก่รัฐ...เพราะสิ่งที่ท่านจะให้...รัฐจะให้ท่านมากกว่าหลายเท่าพันทวี..."
ในแนวคิดนักวิชาการหลายคน...ก็สับสนอลหม่านไม่ต่างจากทฤษฎีไร้ระเบียบ...บางพรรคที่เสนอนโยบายที่สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับประชาชนให้หัดเดินได้ด้วยขาตนเอง...ลดทอนอำนาจรัฐไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งประชาสังคมแม้ว่าจะนำเสนอในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสังคมที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม.....เพื่อที่จะวากรากฐานในแนวนโยบายระยะยาวไกล...
นโยบายเหล่านี้กลับตกเป็นเป้าโจมตีในเปอร์เซ็นต์ที่สูงยิ่ง...ทั้งจากนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างๆ......อย่างเหลือเชื่อราวโลกพิศวงมิติลี้ลับ.....
ขอวกเข้าเรื่อง...สู่กระบวนทัศน์ใหม่ต่อ....จากที่ได้กล่าวมาแล้วจุดมุ่งหมายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมก็เพื่อบรรลุ ความสุขที่สมดุลแห่งมวลมนุษยชาติ....
การปรับเปลี่ยนกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน....เป็นปัญหาสำคัญ....กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในรูปแบบหนึ่งซึ่งพัฒนาเป็นกลไกรัฐกลไกแห่งรัฐ....และที่แน่นอนที่สุดจะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายแห่งความสุขที่สมดุลของคนในรัฐชาตินั้นๆ....
กระบวนการคิดใดๆของมนุษย์ล้วนแยกไม่ออกจากกรอบอ้างอิงในการคิด....
การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆทางความคิดก็เช่นกัน....
จะต้องคิดบนหลักการใหม่....จึงจะเกิดนวัตกรรมใหม่...ในการแก้ไขปัญหาใหม่ๆที่เกิดจากความไม่คงที่ของขนาดและขอบเขตุที่ขยายตัวไปตามกระบวนการพัฒนาของสรรพสิ่ง...
กรอบอ้างอิงใดๆในระบบความคิดของมนุษย์ยุคปัจจุบันล้วนอยู่บนพื้นฐานแห่งระบบกรอบอ้างอิง4มิติ คือความกว้าง ความหนา ความยาว และกรอบเวลา....หรือที่เรียกว่ากาลาวกาศ (space-time)และดำเนินไปเป็นความต่อเนื่องของกาลาวกาศในรูปแบบ4มิติตามความเข้าใจจากผู้สังเกตุคือมนุษย์ยุคปัจจุบัน....
กรอบอ้างอิงที่ว่ามานี้....เพียงพอแล้วหรือในการที่จะทำความเข้าใจในสัจจธรรมที่ดำรงอยู่บนจักวาล.....คำตอบก็คือน้อยสุดแสนน้อยเกินไป...
ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย....หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ทุกองคาพยพ...ก็ยากยิ่งที่จะพัฒนาไปในรูปแบบดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่...
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า....ทางการเมือง
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ล้วนแยกไม่ออกจากการกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์กระจุกตัวจากส่วนกลาง....
นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าปัจจุบัน....ในปัญหาหลักคือเรื่องพลังงานของชุมชนด้วยการจัดตั้งองค์กรจัดการพลังงานของชุมชน...
การนำใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม(appropriate technology) ไม่ได้หมายความว่า....ชุมชนท้องถิ่นต่างๆจะหันไปใช้เทคโนโลยีที่ล้าหลัง....เทคโนโลยีที่เหมาะสมย่อมหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานน้อย...ก่อเกิดมลภาวะน้อย....นั่นย่อมอาจเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งยุคก็ได้....
เทคโนโลยี...ไม่ได้ก่อให้เกิดมลภาวะหรือเป็นตัวทำลายล้างสภาพแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียวตามมุมมองแนวคิดของนักคิดในอดีตเช่น..แนวคิดของ อีเอฟ ชูมักเกอร์....หรือกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ....แต่เทคโนโลยียังมีบทบาทในการก่อให้เกิดดุลยภาพในกระบวนการผลิตเพื่อยังชีพของสังคมมนุษย์....ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากร....มีการบริโภคทรัพยากรต่างๆเพิ่มขึ้น...ภายใต้ระบบที่มีการแบ่งงานกันทำและการลดลงของทรัพยากรต่างๆ......
“ เปลี่ยนท้องนาเป็นมหาวิทยาลัย ” ก็คือการกระจายอำนาจสู่ชุมชนในการจัดการปัญหาต่างๆให้เกิดสภาวะที่สมดุล....การค้นคิดและนำใช้พลังงานสะอาด....ในชุมชนย่อมมีขนาดเล็ก...และกระจายกันไปทั่วประเทศ....พลังงานแสงอาทิตย์...พลังงานน้ำ...พลังงานลม...ฯลฯ...ย่อมไม่ต้องลงทุนสูงเพราะมีหน่วยขนาดเล็ก...การก่อมลภาวะก็น้อย...อีกทั้งเป็นการลงทุนอย่างยั่งยืนของชุมชน...
การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางการเมือง
ปัญหาความขัดแย้งต่างๆในสังคม...ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม...นอกจากจะมีการสร้างกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่มีประสิทธิภาพ....
กลไกที่พัฒนามาเป็นกลไกรัฐ.....จะต้องขยายบทบาทรัฐแห่งชุมชนหรืออำนาจในการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของชุมชนให้แต่ละชุมชนมีบทบาทในการจัดการด้วยตนเอง...อันเป็นองค์กรกลางแห่งความสมานฉันท์ของชุมชนในการคลี่คลายปัญหา....การแก้ไขปัญหา....
การจัดตั้งองค์กรชุมชนทำหน้าที่ให้หลักประกันแห่งความยุติธรรมเบื้องต้นของชุมชนในการไกล่เกลี่ยและคลี่คลายปัญหาของคนในชุมชน.....จึงเป็นการระงับข้อพิพาท...ระงับชนวน..อันอาจลุกลามไปสู่ระดับที่สูงขึ้นจนเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมือง....ภายใต้การฉวยโอกาสของผู้กุมกลไกรัฐฉ้อฉลการใช้อำนาจเหล่านั้นกระทำต่อผู้คน...และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำจนไม่มีความเสมอภาค...ทั้งกายภาพและจิตใจ....หรือไร้มนุษยธรรมใดๆ...
องค์กรกลางของรัฐซึ่งทำหน้าที่จัดการให้เกิดความเสมอภาคในขอบเขตทั่วประเทศ...ทำหน้าที่หลักในการประสานงาน....การประสานเครือข่ายท้องถิ่นต่างๆให้เป็นเอกภาพ....ภายใต้ความแตกต่างของแต่ละชุมชนที่มีอิสระในการบริหารชุมชนของตนเอง และภายใต้การส่งเสริมหนุนช่วยพัฒนาจากองค์กรกลางแห่งรัฐอย่างเต็มที่......
สงครามและสันติภาพ
สงคราม....ดังนิยามที่นักทฤษฎีสงคราม....เหมาเจ๋อตงกล่าวก็คือความต่อเนื่องทางการเมือง......สงครามก็คือการเมืองที่หลั่งเลือด....
การปรองดอง...ความสมานฉันท์...อันไม่อาจตกลงกันได้....ก็ย่อมต้องมีสาเหตุของปัญหา....
ปัญหาการเกิดสงครามกลางเมืองใดๆ.....ล้วนมีสาเหตุหลักๆมาจาก....
ความไร้ประสิทธิภาพของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน....
ทุน...ทางกายภาพและทางปัญญา...ทางจิตวิญญาณ..ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ...
และเป็นต้นตอก่อเกิด...ปัญหาต่างๆทุกด้าน...
เมื่อในทางการเมืองได้พัฒนาถึงขั้นการใช้รูปแบบสูงสุดในการปะทะกัน....หรือสงคราม..
รูปแบบในการต่อสู้กัน...ในการวางแผนการการสู้รบจึงประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์...และยุทธวิธี..
ลักษณะการทำการสู้รบ....จะประกอบไปด้วย...การรุก...และการรับ...
การรุก....จะประกอบด้วย...การตามตี หรือความต่อเนื่องของการรุก....
ความต่อเนื่องของการรับ...ก็คือการถอย....
การสู้รบ...การวางแผนการสู้รบ..จะต้องมีการกำหนดที่ถูกต้องจึงจะได้รับชัยชนะ....
ยุทธศาสตร์....ก็คือการกำหนดถึงส่วนทั้งหมดหรือลักษณะสัมบูรณ์...หรือองค์รวมแห่งการยุทธ์นั้นๆ....
ยุทธวิธี....ก็การกำหนดส่วนย่อยในการกระทำที่เพื่อบรรลุผลในทางยุทธศาสตร์....
ผู้ที่จะพิชิตชัยชนะ....ก็คือผู้ที่สามารถกำชัยชนะในทางยุทธศาสตร์ทุกๆด้านหรือ...เป็นผู้ที่รุกในทางยุทธศาสตร์ทั่วด้าน....หรือเป็นฝ่ายกระทำในทางยุทธศาสตร์....
ผู้แพ้...ก็คือผู้ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ...และเป็นฝ่ายถอยในทางยุทธศาสตร์....
แต่หัวใจหลักในการต่อสู้....อะไรคือความเป็นธรรม....
ความเป็นธรรมอันเป็นสากลของมนุษยชาติ....
ความมีมนุษยภาพ....มนุษยธรรม...เสมอภาค....
ความสมานฉันท์....ความรักแห่งมวลมนุษย์......
และ....สันติภาพไม่ใช่หรือ....ที่เป็นจุดมุ่งหมายแต่ละฝ่ายต้องการ....
หาใช่....สันติภาพแบบกลไก...บนซากศพมนุษยชาติเป็นฐานรองให้ไขว่คว้าแต่อย่างใดไม่...
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีสมอง....และไม่ใช่เดียรัจฉาน..!!
( หมายเหตุ บันทึกไว้ราวปลายปี47 ในหัวข้อระบบเตือนภัยล่วงหน้า...เอามาลงอีกครั้งเพื่อจุดประกายแนวคิด)
ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
SOCIAL - CAPITALISM
..................................
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
ภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในซีกโลกตะวันตกเมื่อหลายร้อยปีก่อนซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทุนนิยมอย่างเต็มรูปในขณะที่แนวคิดที่ตรงกันข้ามคือแนวคิดแห่งสังคมนิยม-สังคมคอมมิวนิสต์ก็ได้ก่อตัวนำไปสู่การปฏิวัติใหญ่ในรัสเซียและให้กำเนิดรัฐที่มีระบอบการปกครองตามแนวคิดแบบมาร์กซิสเป็นประเทศแรกและขยายตัวไปในหลายๆประเทศ
การแสวงหากำไรสูงสุดในระบอบทุนนิยมของปัจเจกชนในระบอบเสรีนิยม ขยายไปสู่รัฐและอุดมการณ์แห่งรัฐ ก่อให้เกิดทุนผูกขาดข้ามชาติที่มีการใช้อำนาจที่เหนือกว่ารุกรานและครอบครองทรัพยากรในรัฐต่างๆในโลกเพื่อประโยชน์สูงสุดของกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นประเทศมหาอำนาจ รัฐผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ได้กลายเป็นประเทศจักรพรรดินิยมที่ครอบครองปัจจัยการผลิตและดินแดนต่างๆในทั่วโลก
ในทางตรงกันข้ามแนวคิดของระบอบสังคมนิยมตามทฤษฎีมาร์กซ์-เลนินซึ่งเน้นหนักในการพัฒนาทุนแห่งรัฐได้พัฒนาแนวคิดไปจนถึงขีดสุดคือสังคมจักรพรรดินิยม ภายใต้กรอบอุดมการณ์แห่งชนชั้นเดียวหรือเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชีพ และแนวนโยบายการเร่งการสูญสลายทางชนชั้น ด้วยวิถีทางกำจัดเงื่อนไขที่เป็นพันธนาการกีดขวาง ทุกรูปแบบ
จากยุคสงครามเย็น จนถึงการล่มสลายแห่งสหภาพสังคมนิยมโซเวียตมาสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ที่อาศัยเงื่อนไขทางด้านสิทธิมนุษยชน,ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม,ปัญหาการก่อการก่อการร้าย มาเป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้า และเป็นเครื่องมือในการขยายการครอบงำของกลุ่มทุนผูกขาดข้ามชาติ รวมทั้งการกีดกันในรูปกลุ่มประเทศ
การก่อกำเนิดระบอบทุนแห่งสังคมได้ถือกำเนิดขึ้นมาระหว่าง2ขั้วของระบอบทุนคือทุนที่มีทิศทางการพัฒนาไปสู่จักรพรรดินิยม และทุนที่พัฒนาไปสู่สังคมจักรพรรดินิยม กล่าวคือทุนเอกชนข้ามชาติผูกขาด และทุนแห่งรัฐข้ามชาติที่ผูกขาด ระบอบทุนนิยมแห่งสังคมคือระบอบทุนที่อยู่ตรงกลางระหว่างทุนทั้ง2 เป็นระบอบแห่งทุนที่มีศีลธรรมจรรยา(ethical capital) และมีทิศทางการพัฒนาของทุนเพื่อที่จะบรรลุสู่จุดมุ่งหมายการสร้างสันติภาพของโลก
การพัฒนาของทุนในปัจจุบันทุนผูกขาดข้ามชาติขนาดใหญ่ได้กลายเป็น พันธนาการกีดขวางสันติภาพของโลก ขณะเดียวกันแนวคิดแห่งทุนในระบอบสังคมนิยมที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมที่ไม่มีชนชั้น หรือสังคมที่จะเหลือเพียงชนชั้นเดียว
การดำเนินกรอบแนวทางนโยบายในการเร่งการสูญสลายทางชนชั้นและด้วยแนวคิดแห่งเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพก่อให้เกิดการพัฒนาทุนแห่งรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นอุปสรรคและกีดขวางต่อการสร้างสันติภาพของโลก และไม่สามารถที่จะบรรลุอุดมการณ์แห่งการสร้างสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์ได้
ทั้งนี้เนื่องจากโลกปัจจุบันก็คือโลกแห่งทุนนิยมทั้งหมด เพียงแต่ว่าจะแตกต่างตรงความเข้มข้นของทุนว่าเป็นเอกชนหรือรัฐ ถ้ามีความเข้มข้นทางภาคเอกชนก็เรียกทุนนิยม หรือถ้ามีความเข้มข้นในทุนแห่งรัฐก็เรียกสังคมนิยม การจะบรรลุสู่การสร้างสันติภาพในโลกได้มีแต่จะต้องดำเนินแนวทางนโยบายในการพัฒนาทุนแห่งสังคมหรือทุนที่มีศีลธรรมจรรยาเท่านั้นจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายได้
ลักษณะพิเศษของระบอบทุนนิยมสังคม กล่าวคือ เป็นทุนที่ดำเนินการโดยไม่มีจุดมุ่งหมายในการแสวงหากำไรสูงสุดแบบกลไกหรือการอ้างอิงในเชิงปริมาณ,มูลค่าตัวเลขในการกอบโกยทรัพยากรต่างๆโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบและวิธีการเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมาย
หากแต่ว่าการดำเนินงานของระบอบทุนนิยมแห่งสังคมจะคำนึงถึงกรอบแห่งองค์รวม (holistic) กรอบแห่งบูรณาการของทุน ที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางจิตใจและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมชะตากรรมภายใต้ดาวพระเคราะห์สีฟ้าแห่งโลกดวงเดียวกัน
หรือกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของทุนในแง่การแสวงหาผลกำไรสูงสุดเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกันของมวลมนุษยชาติ หรือกล่าวตามการวิเคราะห์ทุนตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ก็คือการแปรกำไรส่วนเกินอันก่อเกิดจากแรงงานส่วนเกินให้กลับคืนสู่จุดแห่งดุลยภาพของทุนซึ่งต่างก็ได้รับผลประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
สำหรับรูปธรรม ในไทยเช่น การดำเนินนโยบายที่มีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายจากในอดีตที่สนองต่อกลุ่มทุนผูกขาดในชาติ มาสู่การกระจาย,การกระตุ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาของทุนต่างๆในสังคมตั้งแต่ระดับรากหญ้า,ขนาดย่อม,ขนาดกลางให้เกิดการสะสมทุน,และแผ้วถางทางมีพัฒนาการที่มั่นคงและเติบใหญ่ขึ้น จากในอดีตที่ขาดดุลยภาพอย่างหนัก
การแปรทุนส่วนเกินให้กลับคืนสู่สังคมเพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุน มีผลต่อการปรับดุลยภาพทางด้านสังคม,การเมือง,วัฒนธรรม และรูปการจิตสำนึกในสังคม หรือโครงสร้างชั้นบนในสังคมที่ก่อเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางรากฐานทางเศรษฐกิจ จากเดิมกลุ่มทุนที่มีไม่กี่ร้อยคนที่กุมทิศทางและชะตากรรมของทุนในประเทศได้สร้างภาระให้ประชาชนทั้งประเทศต้องมารับใช้ภาระหนี้สิน รวมทั้งผลักภาระความเสี่ยงนานาชนิดไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพอย่างหนักต่อทุนในประเทศที่คนส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยคนไม่กี่ร้อยคน
การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพทุน หรือ คน นั่นย่อมหมายถึงการยกระดับจริยธรรม จิตวิญญาณ ภูมิปัญญา ของผู้คน ให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือ ความสุข....สันติภาพของมวลมนุษย์ย่อมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในการพัฒนาทุนอันมีประสิทธิภาพสูงสุด.....และเป็นหัวใจหลักแห่งรากฐานทางแนวทางนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง......
...................................
วิวัฒนาการระบอบทุนในโลก
ทุนนิยมเสรี........ทุนนิยมแห่งสังคม......สังคมนิยม(สังคมทุนนิยม)
ทุนเอกชน...........ทุนที่มีศีลธรรม...........ทุนแห่งรัฐ
ทุนผูกขาด............ทุนแห่งสังคม..............ทุนผูกขาดแห่งรัฐ
จักรพรรดินิยม.....ธรรมาธิปไตย..............สังคมจักรพรรดินิยม
........................................
โครงสร้างระบอบอำนาจรัฐ
.................ทุนนิยมเสรี............ทุนแห่งสังคม.......สังคมนิยม
ระบอบรัฐ...เสรีประชาธิปไตย....ธรรมาธิปไตย....ประชาธิปไตย
..........................................................................รวมศูนย์
ระบอบแห่ง
อำนาจรัฐ....เผด็จการกลุ่มทุน.....ธรรมาภิบาล.......เผด็จการ
...........................................................................ประชาธิปไตย
...........................................................................ประชาชนที่นำ
...........................................................................โดยกรรมาชีพ
.............................
การพึ่งตนเองและเดินทางสายกลางตามทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริขององค์พระประมุข เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของการดำเนินทุนอย่างมีศีลธรรมจรรยา
การที่สามารถเลี้ยงตนเองอยู่ได้และเจือจานผู้อื่นได้ ไม่เบียดบังธรรมชาติจนเกินไป เพราะการทำลายล้างธรรมชาติและสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อความอยู่รอดของตนเองหรือเพื่อความร่ำรวยของตนเองนอกจากจะสร้างสภาวะที่ขาดดุลยภาพในทุกๆด้านทั้งทางธรรมชาติและสังคมแล้วในที่สุดก็จะเป็นการทำลายตนเอง และสังคมโดยรวม
ในระบอบสังคมนิยมมีความโน้มเอียงต่อการพัฒนาทุนกล่าวคือ จะเน้นต่อการขยายพลังการผลิต(คนและเครื่องมือการผลิต)และเน้นต่อการกำจัดสิ่งกีดขวางต่อพลังการผลิต โดยขาดการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการขยายพลังการผลิตและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ทางการผลิต ที่มีต่อธรรมชาติ,สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวม
การเพิ่มอัตราเร่งในการสร้างเงื่อนไขในการสูญสลายทางชนชั้นเพื่อสร้างชนชั้นเดียวที่มีทีทรรศน์เดียว เป็นการดำเนิน แนวทางนโยบายแบบกลไกและมีความโน้มเอียงต่อการขยายทุนแบบไร้ศีลธรรมจรรยา
กรอบวิธีวิเคราะห์แบบวิภาษวิธี ที่เน้นต่อการขจัดความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ที่ต้องใช้รูปแบบที่เป็นปรปักษ์กันในการขจัดความขัดแย้ง ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ทำให้ชนชั้นและชั้นชนต่างๆในโลกต้องกลายเป็นปรปักษ์กับชนชั้นกรรมาชีพในประเทศสังคมนิยมตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์และในที่สุดก็เป็นการทำลายตนเองของชนชั้นกรรมาชีพ
ในระบอบทุนเสรีที่เน้นการแสวงหากำไรสูงสุดด้วยวิถีทางต่างๆทุกวิถีทางรูปแบบวิธีคิด,แบบจำลองในการคิดที่ขาดการประเมินคุณค่าทางด้านจิตใจ,คุณค่าทางศีลธรรมจรรยาและความเป็นมนุษย์ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการสร้างกำไรสูงสุดของนายทุน ก่อให้เกิดการทำลายล้างทางธรรมชาติและทางสังคมอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดทาสยุคใหม่ที่มีวัฒนธรรมแบบใหม่ที่หยาบกระด้างทางจิตใจของความเป็นมนุษย์
การพึ่งพาอาศัยกันในทางธรรมชาติ เช่น symbiosis ในเซลล์ต่างๆที่มีการพึ่งพาอาศัยกัน โดยต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน ประกอบเป็นองค์เอกภาพเดียวกันและสร้างสภาวะที่เกิดดุลยภาพในเซลล์ เป็นตัวอย่างที่เห็นถึงการอยู่ร่วมกันที่เกิดดุลยภาพและมีการพัฒนา
ในทางสังคมมนุษย์เช่นกัน จากความไร้ระเบียบและขาดดุลยภาพแห่งทุน เป็นผลก่อให้เกิดความอัปลักษณ์ของโครงสร้างชั้นบน ที่สนองและรับใช้แก่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อยนิดที่เอารัดเอาเปรียบและทำลายล้างมวลมนุษยชาติในโลก อย่างเห็นแก่ตัว ตะกละตะกราม และไร้ศีลธรรมจรรยา
องค์รวมพหุภาพทุน
กับระบอบเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม
จากการทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า...ทุน..ก็คือ องค์รวมแห่งศักยภาพแห่งทุนทางกายภาพ และศักยภาพทางจิตวิญญาณปัญญา.....ของมนุษย์ และการสั่งสมในทางสังคม....
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมก่อเกิดการสร้างกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีความแตกต่างทั้งในระหว่างมนุษย์กับมนุษย์...มนุษย์กับสังคม...และสังคมกับสังคม ก่อให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนในสังคม...
การแปรเปลี่ยนแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนใดๆ ต่างล้วนดำเนินไปบนกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติในการรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพแห่งองค์รวมพหุภาพศักยภาพทุนในสังคม...
โครงสร้างชั้นบนในทางสังคมที่ประกอบไปด้วย โครงสร้างทางระบอบการเมือง...โครงสร้างทางรูปการจิตวิญญาณต่างๆ....กฎหมาย...กลไกอำนาจรัฐ....รูปการจิตสำนึกใดๆล้วนแล้วก็คือ รูปการของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพแห่งทุนที่ได้มีวิวัฒนาการไปในทางสังคม
ในการอธิบายของนักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ คลาสสิก....อดัม สมิท เป็นครั้งแรกเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา....ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ใหม่ในทางสังคมในยุคนั้น ที่ก้าวผ่านจากระบอบศักดินา เข้าสู่กระบวนการผลิตแบบลัทธิพาณิชย์นิยม หรือที่เรียกว่า ลัทธิ เมอร์แคนไตลิสม์...
อดัม สมิท ได้สร้างรากฐานให้กับการวิเคราะห์ แบบแยกส่วนย่อย อันก่อกำเนิดสาขาวิชาที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ ขึ้นมา....ทฤษฎีของ อดัม สมิท เป็นการอธิบายถึงวิวัฒนาการที่แปรเปลี่ยนไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุน...
ทุนที่มีวิวัฒนาการไปสู่ขอบเขตุความสัมพันธ์ที่มีความกว้างขึ้นทั้งทางปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ
ศักยภาพทุนทางกายภาพและจิตวิญญาณปัญญา มนุษย์ ก่อเกิดองค์รวมพหุภาพทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก่อเกิดมูลค่าแห่งการสะสมทุน (ศักย์ ที่ดำรงอยู่)ของกลุ่มต่างๆ เช่นกลุ่มนายทุน ที่ควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆหรือองค์รวมพหุภาพทุนของกลุ่มคนและทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุน...
มรรควิธี ที่ อดัม สมิท นำเสนอคือ กฎธรรมชาติ ( Natural Law) หรือหลักแห่งการค้าเสรี บนกรอบแห่งความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ของกลไกราคา และ ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์...
การอธิบายของ อดัม สมิท และ เดวิท ริคาร์โด ในยุคนั้น ก็คือการอธิบายถึง การปรับปรุงประสิทธิภาพแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทางสังคม...
การสะสมทุน( capital formation ) ที่ อดัม สมิท ได้ให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ในทางสังคมในยุคนั้น ก็คือการแสดงออกแห่งการสั่งสมในทางศักยภาพขององค์รวมพหุภาพทุน....
เมื่อวิเคราะห์ภายใต้กรอบกระบวนทัศน์องค์รวม9มิติจะเห็นว่า ศักยภาพทุนมีขอบเขตุที่กว้างขึ้น เช่น รูปการทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ อันสั่งสมในทางกายภาพในรูปการของเครื่องมือการผลิตที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้นล้วนมีศักยภาพทางปัญญาที่เกิดการต่อยอดพอกพูนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่สูงขึ้น...ในทางปริมาณที่มีขนาดการผลิตที่มากขึ้นประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นต้น....
การใช้ทรัพยากรในทางธรรมชาติและสังคมที่สูงขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็นศักย์ที่ดำรงอยู่ ทั้งของระบอบทุน ของมนุษย์ทั้งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางกายภาพในการดำเนินชีวิตและศักยภาพทางปัญญาจิตวิญญาณ.....และระบอบแห่งสังคมต่างๆ...
โลกในยุคนี้ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กลศาสตร์แบบนิวตันกำลังเฟื่องฟู...การนำเอาหลักการในทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการหาคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์จึงเกิดขึ้น...
ภายใต้การค้นคว้าหาค่าการตรวจวัดที่ให้ได้ค่าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด...สมการทางคณิตศาสตร์จึงถูกนำมาใช้อ้างอิง...
แบบจำลองทางเศรษฐมิติ...ในทางตัวเลขทางคณิตศาสตร์ล้วนต้องอ้างอิงกับค่าคงที่หนึ่งๆ...หรือการหาดัชนีสำคัญที่ชี้วัด...
ในการนำเสนอทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ ในยุคต่อมาโดยใช้หลักการวิเคราะห์สังคมและทุนที่เป็นหน่วยย่อยพื้นฐาน...
คาร์ล มาร์กซ ได้เสนอทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน หรือ Theory of Surplus Value ...ขึ้นมาโดยให้การอธิบายถึง ถึง ทุน ก่อเกิดจากแรงงาน...และแรงงานเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่า...โดยจะแบ่งเป็น มูลค่าทุนคงที่ มูลค่าทุนแปรผัน และมูลค่าทุนส่วนเกิน และได้สร้างสมการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมูลค่าเหล่านี้...
ในส่วนของมูลค่าส่วนเกิน...ซึ่งมาร์กซ ได้อธิบายถึงการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน และร่ำรวยจากการขูดรีดแรงงานส่วนเกินของคนงาน และมีแนวคิดว่าในกระบวนวิวัฒนาการทางสังคมระบอบทุนนิยมเป็นระบอบที่จะต้องล่มสลาย และจะเกิดสังคมใหม่คือสังคมคอมมิวนิสต์ขึ้นมา ภายใต้การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ...
องค์รวมพหุภาพทุน
และระบอบทุนนิยมแห่งสังคม(ต่อ)
.............................................
ภายใต้การประยุกต์หลักการทฤษฎีของ คาร์ล มาร์กซ นำไปสู่การสร้างรูปแบบแห่งรัฐแบบใหม่ที่ วลาร์ดิมีย์ อิลยิส เลนิน นำไปต่อสู้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสถาปนารัฐสังคมนิยมแห่งแรกคือสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต....หลังจากนั้น เหมาเจ๋อตง แห่งประเทศจีนก็นำไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจีน จากการครอบงำของมหาอำนาจและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง....และอีกในหลายๆประเทศก็เจริญรอยตาม.....
ดังนั้น...จินตภาพของคำว่า ระบอบทุนนิยม ในความเข้าใจในแบบการอธิบายแบบมาร์กซิสต์จึงแพร่หลาย....และ เป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่า ทุนนิยม ก็คือความเลวร้ายและต้องเป็นเป้าหมายแห่งการทำลายล้าง...รวมไปถึงความเชื่อที่เชื่อว่า...วิวัฒนาการของสังคมในโลก ระบอบแห่งทุนนิยมก็คือระบอบที่ล้าหลังจะต้องล่มสลาย โดยมีสังคมใหม่เข้าแทนที่....
ความโน้มเอียงแห่งการคัดค้านต่อการพัฒนา ทุน จึงเกิดขึ้นในรูปแนวทางนโยบายและระบบความคิดของคนทั่วไป...ที่เชื่อว่า ทุน คือสิ่งที่ชั่วร้าย จึงเป็นผลทำให้เกิดการคัดค้านต่อการขยายศักยภาพทุน ขาดการการส่งเสริม การพัฒนา แห่งศักยภาพทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการนำมารับใช้มนุษย์ที่อยู่บนโลกมนุษย์....หากมิใช่มารับใช้บนจินตนาการแห่งความฝันอันเลื่อนลอยของโลกอุดมคติที่ห่างเหินแบบวิธีปฏิบัติที่สามารถกระทำได้อันสอดคล้องกับความเป็นจริง.....หรือไม่ก็บนพื้นฐานการทำลายล้างอย่างสุดขั้วอย่างเสรีที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันบนโลก......ด้วยการทำลายล้างมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งศักยภาพทุน....นั่นก็คือการทำลายล้างทุนทั้งทางกายภาพและทางปัญญา-จิตวิญญาณ
..................................
วิวัฒนาการของ “ทุน”ในสังคมไทย
กระบวนการพัฒนาของ ระบอบทุนในสังคมไทยเป็นไปในรูปแบบของการวิวัฒนาการในการปรับเปลี่ยนทางดุลยภาพของทุน โดยรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่มีการปรับเปลี่ยนภายใต้การควบคุมการแปรเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยน
ในสังคมบรรพกาล ของชุมชนบรรพกาลที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่เป็นอาณาเขตุของประเทศไทยปัจจุบัน มีการเกิดขึ้นของชุมชนในหลายๆแห่ง เช่นในภาคกลางบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี,บริเวณภาคอีสานตอนกลาง และที่ติดแม่น้ำโขง หรือในบริเวณของภาคเหนือ ร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้มีปรากฏให้เห็น เช่น ศักยภาพของทุนทางปัญญาในการทำเครื่องใช้สอย อันได้แก่เครื่องปั้นดินเผา เครื่องไม้เครื่องมือในการทำการผลิตต่างๆ
ข้อสันนิษฐานแบบวิถีชีวิตของชาวชุมชนบรรพกาล สามารถเทียบเคียงได้จากแบบวิถีชีวิตของชนชาติส่วนน้อยที่ดำรงชีวิตโดยสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่น้อยมาก จะเห็นได้ถึงแบบวิถีแห่งการใช้ทุน หรือระบอบของทุนในบรรพกาล ที่มีกลไกการแลกเปลี่ยน ทางศักยภาพของทุน ที่เกิดจากศักยภาพทางร่างกายหรือทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ว่ามีความสัมพันธ์ และมีพัฒนาการเป็นไปอย่างไร จากได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้วใน เรื่อง นิยามและความหมาย ของทุน
การก้าวเข้าสู่สังคมที่มีรูปแบบของรัฐ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคกว่า 1 พันปี ที่ผ่านมาหรือประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11- 18 ได้เกิดมีเมือง หรือชุมชนเมืองขึ้น โดยมีเมืองเอกและเครือข่ายการขึ้นต่อหรือการยอมรับต่ออำนาจ โดยไม่มีอาณาเขตุหรือการครอบครองพื้นที่ที่แน่นอน ของรัฐนั้นๆ อันได้แก่ ทวารวดี , มอญ,ลพบุรี, ศรีวิชัย , ขอม, เจนละ,เชียงแสน,ศรีเทพ,โคราปุระ, สีโครตะบอง, ฯลฯ จนมาถึง ล้านช้าง,ล้านนา , พะเยา,สุโขทัย,ลพบุรี,สุพรรณบุรี , อยุธยาเป็นต้น โดยรัฐต่างๆต่างก็เป็นอิสระในการครอบครองทรัพยากรบริเวณนั้นชุมชนเมืองนั้นๆในการทำการผลิตและมีการแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น จีน,อินเดีย
ในยุคสุโขทัย ประมาณ ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จากหลักฐานทางศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหง ( ซึ่ง ปัจจุบันมีการโต้แย้งของนักวิชาการทางด้านโบราณคดี กันอยู่ว่าเป็นการจารึกขึ้นมาใหม่หรือไม่... ผู้เขียน อ้างอิงตามที่บันทึกแม้ว่าจะเป็นการโต้แย้งกันอยู่แต่มิใช่ประเด็นสำคัญ...แต่สิ่งที่นำเสนอคือการสะท้อนภาพแบบวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น...อันมีศิลาจารึกอีกหลายแห่งที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน...) จะเห็นได้ว่ามีการใช้นโยบายรูปแบบทางเศรษฐกิจ แบบเสรี ที่รัฐไม่ได้เก็บภาษี คือใครใคร่ค้าขายแลกเปลี่ยนก็ทำได้ โดย เจ้าเมืองไม่เอาจังกอบ
ระบบกลไกกลางแห่งรัฐสุโขทัยที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่เกิดดุลยภาพ ได้ดี เช่นประชาชนที่มีเรื่องเดือดร้อนก็สามารถร้องเรียนต่อ กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนหรือกลไกอำนาจรัฐได้ หรือมีเรื่องเดือดร้อนใดๆก็ตาม กลไกกลางสามารถแก้ไขปัญหา หรือแสดงบทบาทที่ทำให้การแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนเป็นไปอย่างมีดุลยภาพของชุมชนเมืองนั้นๆ
การยอมรับต่อตัวแทนที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนของประชาชน จึงเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อการนำและการยอมรับต่อความมีอภิสิทธิ์ของผู้นำที่จะต้องเป็นไปของเงื่อนไขสถานการณ์ต่างๆในยุคนั้น ไพร่ฟ้าหน้าใส เป็นการสะท้อนถึงมาตรฐานชีวิตของประชาชน และความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่งของรายได้ประชาชาติยุคนั้นของรัฐสุโขทัย ที่ประชาชนมีดุลยภาพของการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางกาย และทางปัญญา
ตราบจนปลาย พุทธศตวรรษ ที่ 19 ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รัฐอยุธยาได้มี การสร้าง กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีการรวมศูนย์สู่ส่วนกลางอย่างเป็นแบบแผน ในแนวทางนโยบายที่เสริมศักยภาพของกลไกกลางแห่งรัฐ หรือกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนแห่งรัฐให้เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นของประชาชนที่สังกัดภายในรัฐ
ภายใต้สถานการณ์ที่มีความตึงเครียด กับการรุกรานเพื่อแย่งชิงทรัพยากรของรัฐจากรัฐที่ใกล้เคียงภายนอก และการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐอื่นๆในโลกเช่นจากทางตะวันตก ที่มีการแลกเปลี่ยน ทองคำ กับเทคโนโลยีการป้องกัน เช่น อาวุธ รัฐต่างๆมีการพัฒนากองกำลังอาวุธในการบุกยึดแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่งคั่งของรัฐ อยุธยา ที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยผ้าไหมชั้นดี , ข้าว,ดินประสิว,ดีบุก ฯลฯ ที่สำคัญที่สุด คือทองคำ อันเกิดจากการขุดค้นและการสะสมจากการแลกเปลี่ยน อยุธยาจึงเป็นอาณาจักรที่มี จีดีพี และจีเอ็นพี สูงสุดในภูมิภาคนี้ในยุคนั้น ดินประสิว อันเป็นส่วนสำคัญ ในการสะสมไว้ของรัฐต่างๆในการสร้างเสริมศักยภาพทางอาวุธที่ใช้บรรจุปืนใหญ่ และ ปืนคาบศิลา เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญสินค้าหนึ่งที่นำความมั่งคั่งมาสู่รัฐอยุธยา
ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของรัฐชาติสมัยอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับรัฐชาติ ที่มี ราชธานี หัวเมืองเอก หัวเมืองรองและเครือข่ายประเทศราช มีการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ที่ขยายขอบเขตุที่กว้างไกลออกไปถึงดินแดนโพ้นทะเลเช่นมหาอำนาจฝรั่งเศส
ในขณะที่เทคโนโลยีการคมนาคมทางเรือมีความก้าวหน้าขึ้นที่มีขีดความสามารถในการหาตำแหน่งทิศทางของแผ่นดินได้ถูกต้องในการเดินเรืออันเป็นผลจากวิทยาการด้านดาราศาสตร์ และการรู้จักใช้เข็มทิศในการเดินเรือ
ภายใต้การค้าแลกเปลี่ยนที่เป็นไปอย่างกว้างขวางจึงก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความก้าวหน้าด้านวิทยาการต่างๆเช่นด้านดาราศาสตร์,เทคโนโลยีด้านอาวุธ, การเดินเรือและกระบวนการผลิตต่างๆเช่นเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น
ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีอาวุธของรัฐอยุธยา ถึงขั้นมีการส่งปืนใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นไปขายถึงญี่ปุ่น
ในยุคนี้ มีการแต่งตั้ง ชาวต่างชาติ หลายประเทศเป็นที่ปรึกษา และดำรงตำแหน่งสำคัญในกิจการของรัฐ เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนท์ จากโปรตุเกส ออกญาเสนาภิมุข จากญี่ปุ่น คณะที่ปรึกษาจากฝรั่งเศส คณะสอนศาสนาจากทางตะวันตก เป็นต้น จากอันตรกิริยาดังกล่าวจึงก่อให้ทุนแห่งรัฐอยุธยามีความแข็งแกร่งและเป็นรัฐที่มั่งคั่งที่มีการโยงใยไปในเอเชียแปซิฟิค ในเอเชียกลาง และในยุโรป
กรอบจริยธรรมทางพุทธศาสนาในสังคม ที่เผยแผ่เข้ามาในยุคนั้นโดยมีวัดเป็นสถาบันการถ่ายทอดทางปัญญา เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดศิลปวิทยาการทุกแขนง หรือการเสริมสร้างและการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางปัญญาของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นฐาน แม้แต่เหล่าขุนนางก็มีการสร้างวัดเพื่อคนในสังกัดของตน
จากการก่อรูปพื้นฐานทางวัฒนธรรมอันมีหลักแห่งพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำทั้งในระดับผู้กุมกลไกรัฐที่ต้องอาศัยเป็นที่ปรึกษาในราชการต่างๆ และรวมลงไปถึงระดับพื้นฐานที่ต้องอาศัยวัดเป็นที่เสริมสร้างภูมิปัญญา
จึงทำให้ไม่มีการเกิดขึ้นของทิศทางการพัฒนาระบบการซื้อขายมนุษย์เหมือนในทางสังคมตะวันตกหรือรัฐอื่นๆในโลกที่มีการผ่านของลักษณะสังคมทาสที่มีการเปิดตลาดซื้อขายมนุษย์เป็นสินค้า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสังคมไทยลักษณะของสังคมไม่มีทิศทางการพัฒนาไปเช่นนั้นถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสังคมทาสในทางภูมิภาคอื่นที่มีพัฒนาการไปเช่นนั้น เช่นการเกิดประเทศอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังการเกิดรัฐสุโขทัยที่เกิดก่อนร่วม 5-6 ร้อยปี แต่ไม่มีระบบซื้อขายทาสเสรีเหมือนอเมริกาในรัฐสุโขทัย และยุคต่อๆมา เป็นต้น
ที่ตกเป็นทาสส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะเป็นเชลยศึก หรือไม่ก็เป็นการกวาดต้อนแรงงานเชลยศึกเพื่อมาสร้างเป็นรัฐกันชน หรือทำการผลิตในบริเวณรอบนอกเมือง หรือหัวเมืองชั้นรองลงไปโดยที่เชลยศึกเหล่านั้นยังมีอิสระในการดำรงชีพโดยมีสังกัดหรือตกเป็นไพร่
อีกทั้งลักษณะของเชลยศึกส่วนใหญ่จะเป็นวงศาคณาญาติของชนชั้นนำในรัฐที่พ่ายสงครามหรือไม่ก็เป็นปัญญาชนในยุคนั้นเช่นช่างฝีมือด้านต่างๆ การผ่อนคลายความเข้มงวด หรือการยอมรับในศักยภาพจึงมีสูงกว่าลักษณะที่ดูถูกเหยียดหยามว่าต่ำต้อยกว่าเชื้อชาติแห่งตน ผลที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นการกว้านทุนทางปัญญาเพื่อมาสร้างความมั่งคั่งให้รัฐ จึงไม่เกิดลักษณะที่ว่ารัฐๆหนึ่งขายทาสให้อีกรัฐ หรือ มีการเปิดตลาดเสรีค้าทาสระหว่างรัฐ หรือการกระทำที่ยอมรับต่อการใช้อำนาจหรือการที่มีกองกำลังที่เหนือกว่ากวาดต้อนผู้คนไปขายอย่างเสรีเพื่อสร้างความมั่งคั่งแห่งรัฐ
แม้แต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชนชาติอื่นในรัฐกลับได้รับการคุ้มครองหรือมีอิสระมากกว่าไพร่ในสังกัดของคนในรัฐเสียอีกเช่นกลุ่มคนชนเชื้อสายจีนที่ต้องค่าธรรมเนียมเท่านั้นหรือค่าผูกปี้... โดยไม่ต้องสังกัดไพร่ กลุ่มนี้จึงมี การสะสมทุนได้สูง กว่าคนท้องถิ่น...
ในขณะที่ไพร่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน 6 เดือนเพื่อใช้แรงงานให้กับรัฐที่มีการกุมกลไกรัฐของชนชั้นนำ แรงงานที่ถูกเกณฑ์นอกจากทำการผลิตให้กับหน่วยที่ตนสังกัด ยังมีการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อประชาชนในรัฐได้ใช้ หรือไม่ก็เพื่อการป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น ไพร่จึงเหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการสร้างผลผลิตและเพื่อการสะสมทุน...
ในยุครัตนโกสินทร์ สมัยที่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ใน รัชกาลที่5 ได้ทรงให้มีการเลิกระบบการเป็นทาส ทาสในลักษณะที่แตกต่างจากสังคมทางยุโรปและอเมริกาที่ใช้กำลังไปกวาดต้อนเพื่อทำการค้าและเปิดตลาดค้าขายกันอย่างเสรี จะเป็นลักษณะทาสในเรือนเบี้ย หรือที่มาเป็นทาสในลักษณะการชดใช้มูลหนี้ต่างๆเป็นหลัก...ตามกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในยุคนั้น
ในสมัยนี้ได้มีการปรับปรุงกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทุกๆด้าน อันเป็นรากฐานต่อการแปรเปลี่ยนอย่างสันติหรือรักษาความมีดุลยภาพ เช่นการจัดตั้งสถานศึกษาต่างๆเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุนทางปัญญา การปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นมูลฐาน
ขณะที่มีการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐชาติตะวันตก เทคโนโลยีภายหลังจากที่มีการการปฏิวัติอุตสาหกรรมในตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา พร้อมๆกับอารยธรรมยุคใหม่จากทางตะวันตกของระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่มีอุดมการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ที่เกิดขึ้น แบบสันติจึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ไม่ใช่ลักษณะของการพัฒนาในแบบที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเกิดขึ้นของความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนของกลุ่มชนชั้นนำที่ร่วมกับกลุ่มเท็คโนแครตซึ่งเป็นชนชั้นปกครองในสังคมเอง ที่จริงแล้วถึงไม่ใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ก็จะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนอยู่แล้วทั้งนี้เนื่องจาก ชนชั้นนำยุคนั้นล้วนมีรากฐานการศึกษาจากตะวันตกที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงโดยโครงสร้างชั้นบนที่มีการควบคุมการแปรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาวะที่มีดุลยภาพ โดยไม่ได้เป็นผลอันเกิดจากขบวนการลุกฮือเคลื่อนไหวของประชาชนทั้งประเทศหรือในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติ
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตเท่าไหร่ของการต่อสู้ทางความคิดและจากสภาวะปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นอันจะต้องเป็นไปในทิศทางที่ไร้ระเบียบ ถ้าหากขาดองค์กรนำ หรือมีการนำที่ไร้ทิศทางที่ถูกต้อง
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ที่ เกิดจากกระบวนการสร้างตนเองขึ้นใหม่อันเป็นวิวัฒนาการของกลุ่มชนชั้นนำในสังคมจึงไม่ใช่เป็นกระบวนการปฏิวัติในทางการเมือง ที่มีลักษณะขบวนการล้มล้างแบบถอนรากถอนโคนของระบบองค์รวมทั้งระบบในประเทศอันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆ...
กระบวนการวิวัฒนาการของทุน ในไทยจึงมีการปรับเปลี่ยนภายใต้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสันติ กลุ่มที่มีการสะสมทุนมากก็คือกลุ่มชนชั้นนำในสังคม กลุ่มพ่อค้าจีนและต่างชาติอื่นๆที่มีการสะสมทุน จากการที่ไม่ต้องตกเป็นไพร่ คือจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียม นอกจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ มี แนวคิด ของระบบอุปถัมภ์ ที่ไม่เหนียวแน่นเท่ากลุ่มที่เคยสังกัดไพร่ และมีแนวคิดที่ทันสมัยกว่ากลุ่มอื่น เช่นระบบการประมูลเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เมื่อมีการเรียกเก็บภาษีอากรที่สูงชนชั้นนำที่รับผิดชอบสามารถโยนความผิดมาให้นายอากรได้ เมื่อนายอากรเหล่านี้มีการสะสมทุนที่สูงมากต่อมาก็มีอำนาจทางการเมืองอันสามารถมีศักดินาในที่ดินและมีไพร่ในสังกัด รวมทั้งมีการดำเนินธุรกิจการเมืองแบบผูกขาด เช่นสัมปทานในด้านต่างๆที่มีสัมพันธ์กับทุนต่างชาติ และ เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไปทุนเหล่านี้จึงกลายมาเป็น ทุนของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ในชาติ
ในขณะที่กลุ่มที่ มีการครอบครองที่ดินไว้จำนวนมากและมีไพร่ในสังกัดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระบอบการผลิต และทางการเมือง ศักดินาที่มีจึงเป็นเพียงตำแหน่งแต่มีระบบของเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนแทนตามกลไกที่รับผิดชอบ จึงมีเพียงที่ดินในบางแห่งอันเป็นทำเลดี หรือมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่ดียังมีการถือครองไว้ ทั้งนี้เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูคนจำนวนมากที่เป็นไพร่อันเป็นภาระหนัก ไพร่จึงได้รับการปลดปล่อย
ในขณะที่บางกลุ่มที่ต้องเลี้ยงดูคนในสังกัดที่ยังสมัครใจขออยู่ในสังกัด ตามความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ของไทย ย่อม สูญเสียศักยภาพแห่งการสะสมทุนหรือศักยภาพในการออม กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเติบโตมาเป็นกลุ่มทุนขนาดกลางในภูมิภาคและส่วนกลาง วัฒนธรรมระบอบอุปถัมภ์ประกอบกับวัฒนธรรม การมีภรรยาหลายคนของชนชั้นนำในยุคนั้น เช่นบางคนมีหลายสิบคน ย่อมก่อเกิดบุตรหลานมากมาย ซึ่งบางคนในยุคนั้นมีบุตรถึง 30 – 40 คน ที่จะต้องดูแลอยู่ในสังกัด ยังไม่รวมที่เกิดจากไพร่ในสังกัดอีก อันก่อเป็นระบบสายสัมพันธ์ของเครือญาติที่ขยายวงกว้างขวางออกไปอีก การกระจายของทุนจึงแตกตัวกว้างขวางออกไป เชื่อมโยงใยกับกลุ่มทุนที่มีเชื้อสายมาจากต่างชาติของยุคนั้น
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การอพยพของชาวจีนกระจายไปทั่วโลก ในการมาตั้งถิ่นฐานในไทยมีจำนวนสูงมาก ภายใต้สายสัมพันธ์ทุนทางสังคมหรือการใช้ศักยภาพทางสังคมอันก่อให้เกิดทุนเช่น เชื้อชาติ ,แซ่ เดียวกัน วัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นแบบเดียวกัน
ในขณะที่ในจีนเองก็ถูกครอบครองจากจักรวรรดินิยมและมีกฎหมายที่รุนแรงกับคนจีนในการกลับคืนประเทศ เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชาวจีนโพ้นทะเล ร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำการค้า อันมีพื้นฐานที่มีความเชี่ยวชาญกว่าคนท้องถิ่น จึงมีการสะสมทุนที่รวดเร็ว และเป็นกลุ่มทุนที่มีขนาดใหญ่ในประเทศและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
และทุนส่วนนี้จึงกลายมาเป็นทุนขนาดใหญ่ในประเทศเมื่อมีสายสัมพันธ์ กับกลุ่มกลไกอำนาจรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิในการผูกขาดด้านต่างๆยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งของทุน อันเป็นรากฐานของระบบธุรกิจการเมืองไทยปัจจุบัน
การเกิดขึ้นของระบบเจ้าพ่อมาเฟียในส่วนกลางและภูมิภาค ก็เช่นกันเป็นผลพวงจากการหาช่องว่างของกฎหมาย หรือการร่วมมือของผู้กุมกลไกรัฐที่ไม่มีการควบคุมโดยให้อภิสิทธิ์ หรือมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน อันมีผลให้กลุ่มเหล่านี้ได้เปรียบในทางสังคม และปรับบทบาทแห่งทุนเหล่านั้นสู่การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยอำนาจอิทธิพลทางการเมือง กลุ่มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของทุนขนาดเล็ก และ ขนาดกลางในชนบท
กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายในการที่จะต้องจำกัดบทบาทและลดศักยภาพของทุนเหล่านี้ลง ทั้งนี้ศักยภาพเหล่านี้ล้วนเป็นศักยภาพที่สร้างผลลบที่สร้างปัญหาในด้านต่างๆให้กับสังคม เช่น ยาเสพติด โจรผู้ร้าย การคอร์รัปชั่น ฯลฯ และขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนในองค์รวมของระบบ
จากการพัฒนาของทุนที่ขาดดุลยภาพดังกล่าว ทุน ในสังคมไทยจึงมีการกระจุกตัวอยู่ที่คนจำนวนน้อยในสังคมที่มีบทบาทกุมกลไกกลางของการแลกเปลี่ยน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการสะสมทุน หรือมีการสะสมได้น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายในสังคมไทยปัจจุบัน อันเป็นผลพวงจากการขาดดุลยภาพของทุน โดยจะต้องมีนโยบายในการสร้างเสริมขึ้นในส่วนที่ขาดดุลยภาพ มีการจำกัดบทบาทศักยภาพทุนลักษณะที่เป็นพันธนาการขัดขวางหรือทุนที่ไร้ศีลธรรม และส่งเสริมต่อทุนขนาดใหญ่ในเวทีสากลเพื่อเปิดโอกาสให้ทุนระดับล่างได้งอกเงย
ในการวิเคราะห์แบบทฤษฎีของค่ายสังคมนิยม หรือทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ จะมีแบบวิธีวิเคราะห์ กว้างๆคือ รากฐานทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างชั้นบน
รากฐานทางเศรษฐกิจ หรือพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จะประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ2ส่วนคือ....พลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต
พลังการผลิต จะวิเคราะห์ถึง คน และ เครื่องมือการผลิต หรือการเปลี่ยนแปลงไปของคน และสภาพแวดล้อมภายใต้การเปลี่ยนไปของกระบวนการผลิตต่างๆ....
ความสัมพันธ์ทางการผลิต จะวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของคนในการถือครองปัจจัยการผลิตต่างๆ....ระบบแห่งสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป...
ทั้งหมด กล่าวโดยรวมๆจะเรียกว่า การศึกษาวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์....โดยมีรากฐานแห่งการคิดคือปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษที่มีหลักสำคัญคือวัตถุกำหนดจิต การปฏิบัติเป็นพื้นฐานความรู้เป็นต้น..... และเอกภาพของด้านตรงข้ามหรือทวิลักษณะหรือทฤษฎีวิภาษวิธี
การวิเคราะห์ในเรื่องทุน....ในแบบวิธีการวิเคราะห์แบบนี้จะเน้นการวิเคราะห์ชนชั้นของทุน....หรือสรุปกว้างๆได้ว่ากระบวนความคิดใดๆมีการดำรงอยู่ของชนชั้น....ระหว่างชนชั้นที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ
บนพื้นฐานของปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ ที่มีหลักการว่าการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงของเอกภาพด้านตรงข้ามโดยมีเหตุภายนอกเป็นเงื่อนไข และเหตุภายในเป็นมูลฐานการเปลี่ยนแปลง เหตุภายนอกก่อบทบาทโดยเหตุภายใน......
ด้วยเหตุนี้...นักทฤษฎีของค่ายนี้ที่ยึดถือทฤษฎีอย่างเหนียวแน่นจึงเสนอแนวทางนโยบายใดๆล้วนมีลักษณะ การสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเร่งการสูญสลายทางชนชั้น.....
เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงชนชั้นของทุน....จึงมีการเสนอทิศทางนโยบายอันเป็นการลดทอนลงของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์....เมื่อมีการถือเอาว่ามนุษย์ที่มีแนวคิดที่เรียกว่าทุนนิยมเป็นเป้าหมายทำลายล้าง.....ด้วยแบบวิธีคิดแบบกลไก...
จึงทำให้เกิดการเฉื่อยชา....เกิดองค์กรขนาดมหึมาที่เทอะทะและเฉื่อยชา.....หรือในกรอบคิดค่ายนี้จะเรียกว่า ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต...ที่ก่อเกิดเงื่อนไขขัดขวางต่อการพัฒนาของพลังการผลิต.....
ในประเทศจีน ก็ยังยึดถือแนวคิดเช่นนี้...แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยมุ่งยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง....
การยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง....จึงทำให้...ทุน...ในความหมายแบบมาร์กซิสต์คลาสสิกต้องเปลี่ยนไป....และตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น...
เพราะทุน....แท้ที่จริงแล้วก็คือศักย์...หรือพลังงานศักย์ ใดๆ....หรือศักยภาพใดๆที่แตกต่างกันของมนุษย์....ของกลุ่มทางสังคมของมนุษย์....
ที่ย่อมมีความแตกต่าง ทั้งปัจเจกชน และกลุ่ม
ระบบแห่งการเอารัดเอาเปรียบใดๆ....ล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพอันเกิดจาก ระบบกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุนที่ดำรงอยู่ในมนุษย์....
กรอบแนวคิดแบบเสรีนิยมเช่นกัน....เมื่อปล่อยให้มีการดำเนินไปของปัจเจกชน...อย่างไร้ทิศทางควบคุม...ก่อให้เกิดกลุ่มที่ทรงอำนาจที่ผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองไว้ในมือของคนส่วนน้อยในสังคม....และลักษณะอนาธิไตยต่างๆ...อันไม่อาจเกิด.....ทุนแห่งศีลธรรมจรรยา หรือธรรมาธิปไตยของทุนได้....
ดังนั้นเอง...ทุนแห่งศีลธรรมจรรยา กล่าวกว้างๆก็คือทางสายกลาง...ที่เกิดจากการลดลงของทั้งสองขั้วดังกล่าว....ก่อเกิดรูปการใหม่ขึ้นมา....อันก่อให้เกิดดุลยภาพของระบบทุน.....
แบบจำลององค์รวมพหุภาพทุน
ในการวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย(reduction) จะเห็นได้ว่าหน่วยย่อยพื้นฐานเบื้องต้นของทุน(capital ) ที่จริงแล้วก็คือ คน นั่นเอง
ทุน คือศักยภาพที่มีการสั่งสมของมนุษย์ อันประกอบไปด้วยศักยภาพทุนทางกายภาพ และศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ นั่นก็คือคนที่มีการสั่งสมทางวิวัฒนาการ ในทางกายภาพของมนุษย์ และการสั่งสมทางปัญญา-จิตวิญญาณ ตามวิวัฒนาการแบบวิถีชีวิตในทางสังคมมนุษย์
เมื่อทุน ก็คือ คน และ คน ก็คือ ทุน การวิเคราะห์ทุนใดๆที่พัฒนารูปแบบมาถึงปัจจุบัน ย่อมแยกไม่ออกจาก ระบบความเชื่อ รูปการจิตสำนึก จิตวิญญาณของมนุษย์
การศึกษาวิจัยในทางสังคมศาสตร์ ทุกชนิด ล้วนเริ่มต้นจากคน....และมีการต่อยอดสาขาวิชาไปมากมายเหลือคณานับ....
หากมิมีการมองในแบบรวบยอด ( deduction) ก็จะไม่เห็นถึง รากฐาน และทิศทาง....และเช่นกันหากมองแบบแยกส่วนโดดๆ( reductionism) และการสรุปรวบยอดโดดๆโดยขาดการเจาะลึกหารายละเอียด( deductionism) ก็จะไม่พบทิศทางและแนวทางที่เป็นรูปธรรม.....
อุดมการณ์ และจุดมุ่งหมาย
นักทฤษฎีทางสังคมศาสตร์โดยทั่วไปแล้วหากกล่าวถึงจุดมุ่งหมายแล้วล้วนมีจุดมุ่งหมายในการก่อให้เกิดสภาวะดุลยภาพของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงสังคม...
ในปัจจุบันหากแยกประเภทใหญ่ๆกว้างๆในเชิงอุดมการณ์ได้แก่...
-อุดมการณ์แห่งลัทธิเสรีนิยม
-อุดมการณ์แห่งสังคมนิยมแบบอเทวนิยม
-อุดมการณ์แห่งสังคมนิยมแบบเทวนิยม
ในแบบเสรีนิยม อันมีจุดมุ่งหมาย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ภายใต้หลักคิดแห่งการมีเสรีภาพของปัจเจกชน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดการขยายศักยภาพทุนภายใต้การแข่งขัน....หากแต่ว่าเมื่อขาดทิศทางแห่งการสร้างลักษณะร่วมขององค์รวมพหุภาพเหล่านั้น....อันไม่ต่างจากองค์รวมที่ประกอบเป็นมนุษย์ที่ประกอบด้วยองคาพยพของหน่วยย่อยต่างๆที่เป็นอิสระ....แต่ก็ยังมีลักษณะร่วมเพื่อการพัฒนาร่วมกัน.....
เสรีภาพ ที่มีในเชิงกายภาพและจิตวิญญาณ โดยขาดการควบคุมทางจิตวิญญาณ.....ก็ก่อให้เกิด....อนาธิปไตยแห่งทุน...อันเป็นการทำลายเอกภาพแห่งองค์รวม....
ในแนวคิดแบบสังคมนิยม ในแบบอเทวนิยม และแบบเทวนิยม รูปแบบหลักคือการใช้รูปแบบศรัทธานิยมเป็นหลัก....อุดมการณ์แห่งการควบคุมในทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น.....
ในการควบคุมอย่างเข้มข้นเพียงอย่างเดียว....จึงก่อให้เกิดการทำลายความมีเสรีภาพแห่งการสร้างสรรค์ หรือส่งเสริมให้เกิดศักยภาพสูงสุดของทุน....
เมื่อทุน....ก็คือ คน.....หรือศักย์ที่ดำรงอยู่ในคน
เมื่อคน...ต่างล้วนมีรูปการแห่งความเชื่อ ที่แตกต่างกัน....ไม่มีแม้แต่คนเดียวในโลกที่เหมือนและเท่าเทียมกันทุกประการ......
เมื่อ อุดมการณ์ ที่ตั้งบนพื้นฐานทฤษฎีและการปฏิบัติอันไม่สอดคล้อง....เป้าหมายและอุดมการณ์...ก็ต้องเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆ....
และในทางตรงข้าม เป็นการทำลายล้างมวลมนุษยชาติ....
แน่นอนที่สุด...เป็นการทำลายทุน...
เมื่อทุนคือคน....และจุดมุ่งหมายของผู้คน....ต่างล้วนแสวงหาความสุขที่ตนพึงพอใจ.....
แนวคิดทฤษฎีและแบบวิธีการวิเคราะห์ทางสังคม
แนวคิดทฤษฎีและแบบวิธีการวิเคราะห์ทางสังคมเพื่อศึกษาสังคมไทยโดยทั่วไปจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังนี้
1. การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย และแบบสรุปรวบยอด จะจำแนกเป็นประเภทกว้างๆดังนี้
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางการเมือง
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคมและมานุษยวิทยา
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางจิตวิทยาสังคม
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านโครงสร้าง
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านบุคลิกภาพและจิตใจ
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
- แบบวิธีวิเคราะห์ในแนววิวัฒนาการ เป็นต้น
ในแบบวิธีวิเคราะห์ทางทฤษฎีทางเศรษฐกิจ ของนักเศรษฐศาสตร์ จำแนกได้กว้างๆดังนี้
- กลุ่มคลาสสิก ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจ ของอดัม สมิท (1723-1790)ถือเป็นOriginal ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของโลก เดวิด ริคาร์โด (1772-1823) และจอห์น สจ๊วต มิลล์ เป็นต้น
- กลุ่มคัดค้านคลาสสิก ได้แก่ คาร์ล มาร์กซ (1818-1883)
- กลุ่ม นีโอ-คลาสสิก เช่น อัลเฟรด มาร์แชลล์ กลุ่มออสเตรีย (the Austrian School) กลุ่มMathematical School มีอิทธิพลระหว่าง 1870-1935
- กลุ่มคัดค้าน นีโอ-คลาสสิก ได้แก่ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ Roy F.Harrod และEvsey D.Domar เป็นต้น รวมไปถึงแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปในปัจจุบัน
- กลุ่มคลาสสิกใหม่ (new clas-sical )
แนวนโยบายทั่วไปของรัฐโดยทั่วไปจะยึดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น
2. การวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ หรือแบบบูรณาการ ได้แก่
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม ในแบบวิธีวิเคราะห์แบบนี้ เช่น แบบวิธีวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ ถือเป็นแบบแรกในการนำเสนอแนวคิดในการวิเคราะห์แบบนี้โดยมีรากฐานทางทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ เป็นหลักในการวิเคราะห์
หากแต่ว่ากรอบวัตถุนิยมวิภาษแบบมาร์กซิสต์คลาสสิก นั้นจะเป็นในรูป การวิเคราะห์แบบทวิลักษณะในแบบกลไก เช่น การยึดถือเอาชนชั้นอันเป็นนามธรรมคือชนชั้นกรรมาชีพที่ไร้สมบัติ ไม่มีความคิดเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการขูดรีด เป็นชนชั้นที่มองแบบกลไกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด มีจิตใจเสียสละที่สุด ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว ฯลฯ
หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ พระเจ้านั่นเอง จินตภาพ กรรมาชีพ ก็ไม่ต่างจากพระอรหันต์ ในศาสนาพุทธ และพระเจ้าในศาสนา อื่นๆ
นั่นคือการถือเอา อุดมคติ หรือเป้าหมายในเชิงอุดมคติ มาเป็นแบบวิธีการกำหนดแนวทางนโยบายในการแปรเปลี่ยนมนุษย์ โดยแนวทางการสูญสลายชนชั้นแบบกลไก
แต่ทฤษฎีของมาร์กซ ได้สร้างคุณูปการให้แก่ชาวโลกหลายประการเช่น การเกิดแนวคิดรัฐสวัสดิการ ในประเทศอุตสาหกรรม การดูแลเอาใจใส่แก่คนงานเพิ่มขึ้น และทฤษฎีมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบการวิเคราะห์แบบสหวิทยาการแม้ว่าจะเป็นในแบบกลไกแต่เนื่องจากเกิดขึ้นมานับร้อยปีแล้ว
3.การวิเคราะห์แบบองค์รวม ในแบบวิธีการวิเคราะห์ แบบนี้จะต้อง ถือความสัมพันธ์ของทุกส่วนนั้นเกี่ยวข้องกัน
เพื่อเสนอ model ( ตัวแบบ) ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยและเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ดังที่ได้นำเสนอมากว้างๆ ในปัญหาเรื่องทุน ซึ่งจะเป็นหน่วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเมืองในสังคม
การวิเคราะห์แบบองค์รวม จะต้องวิเคราะห์ ถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง องค์รวมของทุนหรือศักยภาพทุนทางกายภาพและศักยภาพทุนทางปัญญาและจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่นธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และสังคม
การวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของทุน ระบบที่มีดุลยภาพของกลไกกลางการแลกเปลี่ยน หรือระบบดุลยภาพของทุน เป็นต้นเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ก่อให้เกิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม
การพัฒนาคิดค้นรูปแบบการสร้างมูลค่าให้กับทุน เช่น ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคมต่างๆเพื่อก่อให้เกิดดุลยภาพ และเกิดการสะสมทุนเพิ่มขึ้นของกลุ่มที่ขาดดุลยภาพทางทุนในสังคมไทยเช่นชาวนาชาวไร่ในชนบทไทย อย่างเป็นรูปธรรม
ชาวนาชาวไร่ ที่เพิ่งหลุดพ้นจากความไร้อิสระภาพในการสะสมทุนจากระบบไพร่ มาเพียงแค่ชั่วไม่กี่อายุคน คือเพียงแค่ร้อยกว่าปี จากที่ต้องทำงานให้มูลนายในสังกัดเป็นปี ลดลงเหลือ 6เดือนต่อปี และมีการยกเลิก แต่แบบวิถีชาวบ้านในชนบทก็ยังมีการเกณท์แรงงานเช่นกันหากแต่ว่าเป็นความสมัครใจ นอกจากจะมีระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลักและต้องทำงานอย่างหนักแต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาผลผลิต
จากประวัติศาสตร์ที่ยากจน ปัจจุบันก็ยังยากจน และอนาคตก็ยังจะยากจนต่อไป ถ้าไม่มีการสร้างเสริมให้เกิดดุลยภาพแห่งทุน
เมือง ที่บริโภคทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่ชนบท ขาดแคลน จึงก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพอย่างหนักในประเทศ ระบบรวมศูนย์ที่เมืองใหญ่ และกระจายไปเมืองบริวาร ไปจนถึงหน่วยสุดท้ายหมู่บ้านในชนบท
เช่นคนเมืองใหญ่ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี เป็นศูนย์รวมการคมนาคมขนส่ง ส่วนเมืองเล็กๆก็เป็นเมืองบริวาร เช่นถ้าจะขึ้นเครื่องบินก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น จึงก่อให้เกิดการกระจุกตัวในเมืองใหญ่ และพ่อค้าในเมืองจึงเป็นผู้ที่มีการสะสมเงินทุนได้สูง
ภายใต้ระบบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจก่อให้เกิดการเติบโตของกลุ่มพ่อค้า กลุ่มมาเฟีย และระบบผู้รับเหมาก่อสร้างที่บริหารจังหวัดที่ผลาญงบประมาณแผ่นดินในการบริหารท้องถิ่น เป็นต้น
ขณะที่ระบบการผลิตที่ล้าหลังในชนบท ระบบการทำนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีที่ทำการเกษตรที่เป็นที่ทำนาเป็นหลัก แยกออกไปจากบ้านพักอาศัยซึ่งจะเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน ทำให้การปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบผสมผสานลำบาก และต้องลงทุนสูงในการปรับปรุงที่นา ในการโยกย้ายที่อยู่อาศัย ปัญหาความปลอดภัยต่างๆเป็นต้น จึงทำให้การผลิตไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตนเองได้และก่อเกิดปัญหาหนี้สิน ปัญหาการอพยพหางานทำในเมือง การแตกสลายของครอบครัว เป็นต้น
แนวทางการปรับเปลี่ยนและมีการค้นคิดนำใช้ทุน ทางวัฒนธรรม ทางสังคม ทางการสั่งสมภูมิปัญญา ให้กับชาวนาชาวไร่ พร้อมๆกับการช่วยเหลือด้านเงินทุนเบื้องต้นเพื่อก่อให้เกิดการสร้างผลิตผล จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเพิ่มพูนขึ้นทางศักยภาพทุนของกลุ่มชาวนาชาวไร่ในสังคมที่ขาดศักยภาพทุนมาตลอดในรูปเงินลงทุน
ระบบกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนใดๆที่ก่อให้เกิดดุลยภาพ ย่อมเป็นกลไกของระบบรัฐแห่งธรรมาธิปไตย
ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
SOCIAL - CAPITALISM
…………………………………
ทุน ( Capital ) :
นิยามและความหมาย
กระบวนการวิเคราะห์พื้นฐานในทางสังคมเพื่อให้เห็นถึงทิศทางแห่งการพัฒนาไปทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ล้วนแล้วก็คือการวิเคราะห์ถึงโครงสร้างแห่งความสัมพันธ์ต่างๆของทุนภายใต้การวิวัฒนาการไปสังคมนั้นๆ
ความหมายของคำว่า ทุน ดังได้กล่าวมาแล้ว...อันหมายถึงศักยภาพที่มีการสั่งสมมาในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณของมนุษย์ในสังคม...
ในความหมายที่กล่าวมานี้ย่อมแตกต่างจาก แนวคิด ทวิลักษณะกลไกแบบมาร์กซิสต์ ที่ให้คำอธิบายว่าทุนก็คือแรงงาน....ภายใต้การใช้แรงงานของชนชั้นกรรมาชีพ แรงงานส่วนเกินของชนชั้นกรรมาชีพก่อเกิดมูลค่าส่วนเกินและเกิดการสะสมทุนของชนชั้นนายทุนที่ขูดรีดและเอาเปรียบสร้างความมั่งคั่งและก่อเกิดชนชั้นนายทุน...
ในความหมายในที่นี้ จะอธิบายให้เห็นว่า ที่จริงแล้วทุนก็คือการสั่งสมแห่งศักยภาพที่ดำรงอยู่อันแตกต่างกันของมนุษย์
ทั้งในทางศักยภาพทางกายภาพและศักยภาพทางปัญญาและจิตวิญญาณอันเกิดจากการเรียนรู้ที่สั่งสมมาในกระบวนการทางสังคม
ในความแตกต่างแห่งศักยภาพเหล่านี้ของคนที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างสัมบูรณ์บนโลก อันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งในจักรวาลที่ดำรงสถานะความเป็นเอกเทศอย่างสัมพัทธ์
ภายใต้ความแตกต่างเหล่านี้ ก่อให้เกิด กลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่พัฒนามาเป็นระบอบการเมืองการปกครอง ระบอบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม กฏเกณท์ต่างๆ บรรทัดฐานทางสังคม รูปการทางจิตสำนึก-จิตวิญญาณต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น เด็กทารกแรกเกิดในประเทศจีน หากเกิดมาเป็นเด็กชาย จะมีศักยภาพทางกายภาพที่สูงกว่า เด็กหญิง และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนสูงกว่า เด็กหญิง
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า แค่เด็กร้อง อุแว้ ...ก็มีมูลค่าสูงกว่าแล้วหาได้ใช้แรงงานส่วนเกินอะไรไม่..
ทุนแห่งศักยภาพทางกายภาพของเด็กที่ดำรงอยู่ ก่อเกิดมูลค่าได้ ที่มีมูลค่าสูงกว่าเด็กหญิง ย่อมเกิดจาก สิ่งที่เรียกว่า องค์รวมพหุภาพแห่งทุนในทางสังคม...
องค์รวมพหุภาพแห่งทุนในทางสังคม ก็คือองค์รวมแห่งการสั่งสมศักยภาพแห่งทุนในสังคมนั้นๆที่มีมานับแต่อดีต ปัจจุบัน และทิศทางแห่งอนาคต
การก่อรูปการองค์รวมทางวัตถุใดๆของสรรพสิ่ง ล้วนดำรงไว้ซึ่งร่องรอยแห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกระบวนการพัฒนาไปของสิ่งนั้นๆ...
ความหมายของคำว่าทุน
ทุน ได้มีการให้ความหมายของคำว่า ทุนในปัจจุบัน เป็น 2 แนวคิดใหญ่ๆ
คือ แนวคิด แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ แบบเสรีนิยม จะให้ความหมายที่ครอบคลุมไปทั้งหมด คือหมายถึงทรัพยากร ต่างๆรวมทั้งทรัพยากรมนุษย์ที่มีการนำใช้ในกระบวนการผลิต,การแลกเปลี่ยนสินค้า
ในขณะที่แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์แบบมาร์กซิสต์ จะให้ความหมายของคำว่าทุน ก็คือ ผลอันเกิดจากแรงงานของมนุษย์ในการดำเนินการผลิต และผลจากแรงงานส่วนเกิน ที่ก่อให้เกิดมูลค่าส่วนเกินได้กลายมาเป็นทุนหรือเครื่องมือในการดำเนินการผลิตและก่อเกิดยุคทุนนิยม
สำหรับความหมายของคำว่าทุน ในที่นี้ หมายถึงคุณสมบัติที่ดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ ที่แสดงออกถึงการสั่งสมไว้ทางศักยภาพอันประกอบเป็นองค์รวมพหุภาพของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน
การแสดงออกของทุน ก็คือกระบวนการที่มนุษย์ มีอันตรกิริยา กับ สิ่งอื่นที่อยู่นอกตัวมนุษย์ เช่นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ,มนุษย์ กับธรรมชาติ ภายใต้การดูดกลืน และการแผ่กระจายออกในการปรับดุลยภาพในความแตกต่างทางศักยภาพก็คือการแลกเปลี่ยนทุน
การกำเนิดของทุน มาจากความแตกต่างทางศักยภาพ ของมนุษย์ กล่าวคือในยุคบรรพกาล เมื่อมนุษย์มีการอยู่กันเป็นสังคมชุมชนแบบบรรพกาล ความแตกต่างทางกายภาพเช่นความแข็งแรง หรือความเชี่ยวชาญในการสังเกตุ , ทักษะ ประสบการณ์, ได้ก่อรูปให้เกิดการ แลกเปลี่ยนทางศักยภาพ
ผู้มีทุนทางศักยภาพสูงสุดและศักยภาพนั้นๆเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นหรืออยู่บนพื้นฐานของความต้องการของชุมชนนั้นๆก็ได้รับการยอมรับเป็นผู้นำ หรือเป็น กลไกกลาง ที่จะไกล่เกลี่ย และให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพที่เกิดดุลยภาพในชุมชนนั้นๆ และเป็นระบบแรกเริ่มของระบบกลางของการประเมินคุณค่าแลกเปลี่ยน รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของ กระบวนการแห่งอำนาจรัฐของชุมชน หรือระบบกลางในการแลกเปลี่ยนศักยภาพในทางการเมือง,วัฒนธรรม และสังคม
รัฐแห่งชุมชนบรรพกาลได้ก่อรูปการจิตสำนึกขึ้นมาบนพื้นฐานการประเมินคุณค่าของศักยภาพ ในทางจิตวิญญาณ และศักยภาพในทางวัตถุ จากที่มีรูปการจิตสำนึกทางสังคมแบบแบ่งปันกันที่มีดุลยภาพ ก็เริ่ม มี อภิสิทธิ์ ต่างๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนไปจากการขาดดุลยภาพของระบบกลางในการประเมินคุณค่าต่อศักยภาพของสิ่งต่างๆ
เมื่อสังคมได้ขยายใหญ่ขึ้นระบบกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนไม่ได้รับการปรับตัวให้เกิดดุลยภาพ เช่นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม,ความไม่เท่าเทียมกันด้านต่างๆ ประกอบกับ มีการรุกรานซึ่งกันและกันของชุมชน รวมทั้งการรับรู้ ระหว่างชุมชน กับชุมชน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ อันก่อให้เกิดการรวมตัวและการแยกตัวของชุมชน
ทุน ได้มีการนำใช้ นับแต่มนุษย์ เริ่มอยู่กันเป็นสังคม หรือแม้แต่ดำรงชีพอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็ยังต้องใช้ทุนทางปัญญาหรือทุนที่เกิดจากการสั่งสมทางประสบการณ์ ที่รวมไปถึงความคิดจินตนาการ ในการใช้ทุนเหล่านี้เพื่อต่อสู้ในการดำรงชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
ชุมชนบรรพกาลหรือตามแนวคิดของสำนักมาร์กซิสต์ ที่อธิบายว่าเป็นสังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาล ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นั้น ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความแตกต่างทางศักยภาพของมนุษย์ยังดำรงอยู่ ระบบกลางของการไกล่เกลี่ยหรือแลกเปลี่ยนศักยภาพที่จะต้องไม่เท่าเทียมกัน เช่นความรัก ความผูกพัน ของครอบครัวหนึ่งๆย่อมไม่เท่ากัน ,กิเลส,ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันก็ยังมีอยู่ ซึ่งก็คือมีการดำรงอยู่ของรูปการอันก่อให้เกิดอภิสิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน
การวิเคราะห์ว่าเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น คือเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันคงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นจริงในทางธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดๆเท่าเทียมกันอยู่แล้วอย่างสัมบูรณ์
สิ่งที่เรียกว่าความเสมอภาคก็คือกระบวนการภายใต้กรอบแห่งการแลกเปลี่ยนหรือกระบวนการของอันตรกิริยาที่มีดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่ ดังนั้นย่อมไม่มีสิ่งที่สัมบูรณ์ของความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมของชนชั้นสิ่งที่เท่าเทียมอย่างสัมพัทธ์ของมนุษย์ก็คือ การเกิดการแลกเปลี่ยนที่มีดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่ของศักยภาพที่แตกต่างกันของมนุษย์
เมื่อสังคมพัฒนาไป ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกลไกของระบบเริ่มมีความซับซ้อนสูงขึ้น มีการสร้างระบบกลางการแลกเปลี่ยนดุลยภาพที่เข้มแข็งขึ้น การใช้สิ่งของหาได้ยากมาแลกเปลี่ยนไปสู่ระบบการใช้เงินตราแลกเปลี่ยน และ ภายใต้การพัฒนาไปของรูปการจิตสำนึกในทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากชุมชนเดี่ยวๆ กลายเป็นหลายๆชุมชน และเป็นรัฐ
การขยายตัวทางศักยภาพ จากบุคคล มาเป็นกลุ่มบุคคล กลุ่มสังคม และกลุ่มระบอบรัฐ โดยมีการรวมตัวของกลุ่มคนหรือตัวแทนของกลุ่มที่มีศักยภาพสูงกว่า กลุ่มบุคคลอื่น ทำหน้าที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของคนในสังคม อันได้แก่กลไกทางการผลิต,กลไกการป้องกันและการรักษาตนเอง, กลไกทางจิตวิญญาณต่างๆ อันก่อเป็นรูปการจิตสำนึกในสังคมนั้นๆ
การพัฒนาทางเทคโนโลยีในการผลิตที่ล้าหลังที่ต้องพึ่งพาอาศัยแรงงานจากมนุษย์ เป็นหลัก ภายใต้การแย่งชิงทรัพยากรและผลผลิตต่างๆระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หรือการเสริมสร้างศักยภาพให้กับรัฐของตนเอง
แรงงานมนุษย์หรือทุนทางศักยภาพของมนุษย์ทั้งทางกายภาพและทางปัญญาจิตวิญญาณ ได้ถูก กลุ่มที่มีอำนาจในการควบคุมกลไกกลางของรัฐ นำมาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้า และมีการเกิดขึ้นของตลาดซื้อขายมนุษย์ที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง และเข้าสู่ยุคสังคมทาส
การขาดดุลยภาพ ทางกลไกกลางของสังคมเป็นไปอย่างรุนแรงจนในที่สุดเกิดการลุกฮือของทาส และก่อให้เกิดการปรับดุลยภาพทางสังคมใหม่ของกลไกกลาง พร้อมๆกับ ความก้าวหน้าขึ้นของเทคโนโลยีการผลิต กลุ่มชนชั้นนำในสังคมต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางใหม่ เป็นในรูปของ การแลกเปลี่ยนผลผลิตจากแรงงาน กับการคุ้มครองทางสวัสดิภาพของบุคคลหรือกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้สังกัดเดียวกันซึ่งกลายเป็นไพร่ ในยุคนี้ที่ต้องเสี่ยงกับการรุกรานกวาดต้อนทุนหรือผู้คน และก่อเกิดสังคมศักดินา ที่มีการครอบครอง และแบ่งปันการถือครองปัจจัยการผลิตหลักคือที่ดินหรืออาณาเขตุที่เป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติด้วยการใช้กำลัง หรือเทคโนโลยีการรบและป้องกันตนเองที่เหนือกว่าครอบครองเขตุแดนนั้นๆจนเกิดเป็นรัฐชาติต่างๆ
การค้นคว้าทางการผลิต ทำให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี ไปสู่การคิดค้นการใช้เครื่องจักรไอน้ำ มาทดแทนแรงงานในการผลิต อันเป็นกระบวนการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า และเกิดกระบวนการผลิตในรูปแบบของโรงงาน ที่มี การเกิดขึ้นของกลุ่มที่เรียกว่านายทุน ที่มีสีสัน แตกต่างจากชนชั้นนำเดิม และมีระบบการขายแรงงานแบบรับจ้างเกิดขึ้น นั่นก็คือการเกิดขึ้นของผู้ขายแรงงาน และก้าวสู่ สังคมที่มีรูปแบบความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เราเรียกกันว่า สังคมทุนนิยม ที่มีการพัฒนาและมี กลไกกลาง ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆมาจนทุกวันนี้
การคาดหมายแบบกลไกในแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ที่ คาดหมายว่าระบอบทุนนิยมจะล่มสลายและจะเป็นการเกิดขึ้นของสังคมคอมมิวนิสต์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในความเป็นจริงของมนุษย์ ถ้าหากว่าสังคมที่เกิดจากการดำเนินแนวทางนโยบายตามกรอบการจำแนกชนชั้นการสร้างเงื่อนไขในการทำลายชนชั้น ในรูปแบบที่นักลัทธิมาร์กซ์ดำเนินงาน หรือภายใต้กรอบหรือแนวคิดที่คิดว่าต้องอาศัยความพยายามทางอัตวิสัย เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีรูปธรรมคือการคัดค้าน ,การต่อต้าน,การทำลาย ต่อระบอบทุนนิยม เพื่อเป็นเงื่อนไขต่อการเกิดขึ้นของสังคมคอมมิวนิสต์ที่ไม่มีชนชั้นตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ คงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะรูปแบบ,วิธีการ,แนวทาง,นโยบาย ดังได้กล่าวมาข้างต้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมมนุษย์
เป้าหมายในการทำลาย ระบอบทุนนิยม จึงเป็นเป้าหมายที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่สอดคล้องความเป็นธรรมชาติของทุน ซึ่งทุน ยุคปัจจุบันก็คือการสั่งสมทางศักยภาพของมนุษย์
ทุน มีการดำรงอยู่มาแต่บรรพกาล จนถึงปัจจุบันหากมิใช่ว่าเมื่อเกิดกระบวนการผลิตที่มีการจ้างแรงงานและมีชนชั้นกรรมกรที่ยังชีพด้วยการขายแรงงาน จึงจะมีการเกิดขึ้นของทุน
การจำแนกความแตกต่างของสังคม ก็คือความแตกต่างขององศาแห่งความเข้มข้นของการใช้ทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน การที่จะบรรลุสังคมตามอุดมคติของนักลัทธิมาร์กซ์ ได้นั้นจะต้องมีกระบวนแห่งวิธีการที่ถูกต้องและสอดคล้องความเป็นจริงทางธรรมชาติของสังคมมนุษย์
ไม่ว่าจะเรียกว่าสังคมอะไรโลกปัจจุบันก็คือโลกของการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุนหรือ โลกทุนนิยมทั้งสิ้น ซึ่ง ก็มีการดำรงอยู่ของรูปแบบ การแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนในหลายๆรูปการ เหมือนแบบบรรพกาลเช่น ศักยภาพทางกายที่ได้เปรียบ รูปแบบสังคมทาส เช่นการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่มีการแลกเปลี่ยนที่มีความซับซ้อนขึ้น รูปแบบสังคมศักดินา เช่น การผูกขาดการครอบครองในปัจจัยการผลิตเช่นที่ดินหรือแหล่งทรัพยากร รวมทั้งระบบเจ้าพ่ออิทธิพล หรือรูปแบบ ของ ตลาดเสรีของการขายแรงงานกายและแรงงานสมอง หรือที่เรียกว่าทุนนิยม
ทั้งนี้ การจำแนกรูปแบบสังคมก็คือการจำแนกประมาณการความเข้มข้นของรูปแบบการใช้ทุน และระบอบแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
การพัฒนาทุนในสังคมมนุษย์ มีการพัฒนากล่าวคือ ทุนคือศักยภาพ ที่แสดงออกภายใต้การเปรียบเทียบและอันตรกิริยาของมนุษย์ในสังคมผ่านทางกลไกกลางที่เป็นรูปการต่างๆในสังคม ทิศทางหลักของการพัฒนาไปของทุนก็คือทิศทางแห่งการรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพขององค์รวมร่วมกันของระบบย่อยภายใต้ความเป็นเอกภาพร่วมกันขององค์กรใหญ่ ที่เป็นองค์รวมพหุภาพของระบบ
การทำลายทุนก็คือการทำลายศักยภาพของมนุษย์ที่ดำรงความแตกต่างในสังคม เพราะศักยภาพที่แสดงออกของมนุษย์อันประกอบไปด้วยแรงงานกายและแรงงานสมองก็คือทุน ที่มนุษย์มีอยู่ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งทางกายภาพและทางกระบวนการทางสังคมที่มีพัฒนาการไปไม่เท่าเทียมกัน
เพราะกล่าวถึงที่สุดแล้ว ทุนก็คือคน และคนก็คือทุน
การดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการพัฒนาของทุนหรือเกิดดุลยภาพในระหว่างการเคลื่อนที่ไปของทุนในสังคม ที่เข้าสู่ยุค โลกาภิวัตน์ของทุน ในปัจจุบัน จะต้องดำเนินการใน รูปแบบ ของ ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม ดังที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม ในการอธิบายในที่นี้จะแตกต่างจาก คำว่า ทุนทางสังคม ซึ่งคำว่าทุนทางสังคมหมายถึงการ นำใช้ทุนแห่งปัจเจกชนอันเกิดจากการก่อรูปการการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนจากรูปการทางสังคมต่างๆเช่น ความสัมพันธ์ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมสถาบัน ศาสนา เชื้อชาติ ความเชื่อมั่น ความศรัทธา เป็นต้น ซึ่งการนำใช้ทุนทางสังคม ในความหมายแบบนี้ โดยไม่จำแนกย่อมเกิดผลกระทบต่อการสร้างดุลยภาพ เช่น ลัทธิคลั่งชาติ ,ลัทธิชาตินิยม เป็นต้น
องค์รวมพหุภาพทุน และระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
......................................................
ขอบเขตุเนื้อหาองค์รวมพหุภาพทุนและระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
เพื่อให้เห็นภาพรวมกว้างๆถึงขอบเขตุเนื้อหาที่จะนำเสนอในแนวคิดซึ่งจะเน้นในลักษณะมหภาคมากกว่าในแบบจุลภาค.... จะประกอบไปด้วยหัวข้อใหญ่ๆดังนี้
-กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
-ระบอบเศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายใต้การพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
-ลักษณะขององค์รวมพหุภาพทุน
-รูปการศักยภาพแห่งทุนในทางกายภาพ
-รูปการศักยภาพแห่งทุนทางปัญญาและจิตวิญญาณ
-องค์รวมพหุภาพทุน ที่ประกอบไปด้วยศักยภาพทางกายภาพและทางปัญญาในทางสังคม อันได้แก่รูปการของทุนทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิญญาณ
-โลกาภิวัตน์ขององค์รวมพหุภาพทุน
-ระบบมูลค่ารูปการศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ
-เครดิต ความเชื่อถือ หรือศักย์ ที่ดำรงอยู่กลายเป็นมูลค่า
-ดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่ขององค์รวมพหุภาพทุน
-ทิศทางแนวทางนโยบายด้านเศรษฐกิจแห่งรัฐ
-นโยบายด้านการเงินการคลังแห่งรัฐ และภาคประชาชน
-พลังงาน การจัดการด้านทรัพยากร หรือศักยภาพทุนในเชิงกายภาพในทางสังคม
-มูลค่าของรูปการทางจิตวิญญาณ
- สุนทรียภาพ ความงาม ความรัก ความสุขที่สมดุล
-เศรษฐศาสตร์ แห่งความสุข
-ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
- วิวัฒนาการขององค์รวมพหุภาพทุน และระบอบแห่งรัฐ
-องค์กรคู่ขนาน และการขยายการมีส่วนร่วมขององค์กรประชาชน
-ทิศทาง อุดมการณ์แห่งรัฐระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
-นวัตกรรมทางการเมือง-สังคม
-องค์กรและรูปการองค์กรทางสังคม
-ระบอบรัฐ ระบอบแห่งอำนาจรัฐธรรมาธิปไตย
-ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก
การเสนอแนวทางนโยบายในการพัฒนาประเทศนอกจากจะต้องพิจารณาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในสังคมไทย....
สิ่งที่สำคัญอีกประการ...คือความเป็นจริงทางวัฒนธรรม-สังคม....ของผู้คนบนผืนดินแห่งนี้ที่มีมายาวนาน...อันเป็นรากฐานแห่งความคิดจิตวิญญาณ.....
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก.....อันเกิดจากความคิดแบบสุดขั้วสองด้าน....
ระหว่างรากฐานกระบวนคิดแบบวัฒนธรรมแบบไพร่โบราณ....กับวัฒนธรรมแบบไพร่แห่งยุคโลกาภิวัตน์...
ระหว่างความคิดของคนที่ไม่มีอิสระภาพและทรัพย์สินที่อุทิศแรงงานทุกอย่างให้ผู้เป็นเจ้าของชีวิต....และเมื่อมีอิสระภาพก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบแห่งผู้มีพระคุณ....
อีกขั้วของความคิดที่บูชานายทาสทางปัญญาแห่งยุคโลกาภิวัตน์อย่างหลับหูหลับตาจนหาความคิดที่เป็นของตนเองที่มองสิ่งต่างรอบตัวจากความเป็นจริงไม่มี.....และความจงรักภักดีแห่งผู้มีพระคุณทางเงินตราอำนาจวาสนาที่พร้อมแปรเปลี่ยนความคิดได้ตามมูลค่าเศษเงินที่โยนให้....และยึดมั่นถือมั่นศรัทธาต่อความคิดต่างๆของนายทาสทางปัญญาว่าคือคัมภีร์แห่งทางปัญญาที่ต้องจงรักภักดีด้วยจิตวิญญาณ...โดยหามองความเป็นจริงหรือกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงรอบตัวเองไม่....ไม่ต่างจากทาสทางปัญญาที่นายทาสล่ามโซ่ตรวนไว้.....
กระบวนทัศน์เหล่านี้วิวัฒนาการเรื่อยมาถึงปัจจุบันในสังคมไทย....
กระบวนทัศน์เหล่านี้....ย่อมมองไม่เห็นถึงองค์รวมแห่งองคาพยพที่ประกอบเป็นรัฐแห่งประชาชาติ.....มองไม่เห็นถึงจุดมุ่งหมายของรัฐที่เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นเอกภาพ....ความสมานฉันท์....ความร่วมมือ....ความเสมอภาค...ภราดรภาพ....ภายใต้ความแตกต่าง...ความหลากหลายทางวัฒนธรรม.....อันก่อเกิดจากกระบวนการ...กฎกติกาตามระบอบแห่งประชาธิปไตย.....
รากเหง้าทางความคิดแบบแยกส่วนและกลไก....
ก่อเกิดกระบวนการทำลายล้างตนเองขึ้น.....
การทำลายองค์รวมแห่งองคาพยพของรัฐแห่งประชาชาติไทย.....
ในทางการเมือง....กระบวนทัศน์เหล่านี้ไม่ยอมรับต่อกติกาใดๆ.....
ด้านหนึ่ง...ความคิดแบบวิญญาณกบฏเข้าสิง....ที่เป็นกบฎต่อกฎเกณท์ใดๆทุกเรื่องหากกฎเกณฑ์นั้นไม่สอดคล้องหรือกลุ่มตนเองสูญเสียผลประโยชน์อันจำเป็นต้องเสียเพื่อคงรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของส่วนรวม......หรือความคิดแบบอนาธิปไตยบนรากฐานที่มีเสรีภาพอย่างเห็นแก่ตัว...มีเสรีภาพเฉพาะกลุ่มตน....เรียกร้องเฉพาะกลุ่มตน...โดยกลุ่มตนเพื่อกลุ่มตน.....และทำลายล้างกลุ่มที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกับตนทุกวิถีทาง....โดยไม่คำนึงว่าไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดจริยธรรมและมนุษยธรรมอย่างไรก็ตาม.....ขอเพียงให้กลุ่มตนได้รับชัยชนะ......และ มีเพียงความคิดของตนและกลุ่มตนเท่านั้นที่ถูกต้องและฉลาดเฉลียวที่สุด.....นอกนั้นคือศัตรูที่ต้องทำลายล้าง....ก่อเกิดระบบมาเฟียต่างๆนานาแม้กระทั่งกระบวนการผูกขาดทางความคิดและการโน้มน้าวจูงใจ.....
อีกขั้วของความคิด....ที่ยอมทุกอย่าง...ความคิดแบบไพร่ที่ติดที่ดินอันไม่เคยมีที่ทำกินของตน....อุทิศแรงงานแรงกายให้ทุกอย่าง....พยักหน้าได้ทุกเรื่อง....นายว่าขี้ข้าพลอยพยัก....
วัฒนธรรมสอพลอประชาธิปไตยแห่งโลกาภิวัตน์ที่วิวัฒนาการมาก่อรูปการระบอบอุปถัมภ์แบบไทยๆ....ที่มีไพร่ทาสยุคใหม่...และบรรดาศักดิ์แห่งท่านขุนพลอยพยัก....
รากเหง้าวัฒนธรรม....ความคิด...จิตวิญญาณเหล่านี้ยังคงมีหนาแน่นในสังคมไทย....
เป็นรากฐานกระบวนการคิดของผู้คน....ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ....
วัฒนธรรมการทำลายล้างการนำองค์กร...ทำลายล้างการบริหาร...คัดค้านรัฐบาลของตนเองที่ตนเป็นผู้เลือกมากับมือ.....ไม่ยอมรับกติกา....หากไม่ใช่ไพร่พล....
ภายใต้การผสมผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัฒนธรรมความคิดสุดขั้วทั้งสองแบบ...
การทำลายตนเองจึงเกิดขึ้น....มาจากตนเอง...โดยเงื้อมมือของตนเอง...และเพื่อจุดจบของตนเอง...
และหาได้บรรลุเอกภาพ....ความสามัคคี...ความสมานฉันท์...ขององค์รวมองคาพยพต่างๆที่ต้องการความสมานฉันท์อย่างยิ่งยวดในการรักษาเอกภาพแห่งองค์รวมอันพึ่งพาอาศัยกันของทุกๆส่วน อันเป็นเจตนารมณ์แห่งการปกครองในประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่......
และทำให้กระบวนการพัฒนาใดๆในทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม....ต้องสะดุดและเกิดสภาวะชะงักงันตลอดมา......
และที่สำคัญ....เมื่อได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่บริหาร.....หรือเป็นผู้กุมกลไกอำนาจรัฐในองค์กรต่างๆ....
การขัดขวางต่อความมีเสรีภาพ...การขยายเสรีภาพ...ของประชาชนและประชาชาติ....จึงเกิดขึ้น....
และเฉื่อยชา...ต่อการกระจายอำนาจรัฐ....หรือการลดทอนอำนาจรัฐที่รวมศูนย์สู่ส่วนกลางที่ใหญ่โตเทอะทะและประสิทธิภาพต่ำต่อการบริการให้กับประชาชาติไทย......
การกระจายอำนาจรัฐจากการรวมศูนย์ส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น....มีความจำเป็นอย่างยิ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาวการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม...
การสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม....ล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางสังคมไทย....
รัฐบาล...ในฐานะผู้กุมกลไกอำนาจรัฐ...และทำหน้าที่บริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินบริหารการเงินการคลังแห่งรัฐ......
ข้อเท็จจริงของงบประมาณที่รวมศูนย์ส่วนกลาง....คือ...
รายได้จากงบประมาณทั้งหมด....ที่มาจากภาษีอากร...โดยมีรายจ่ายหลักๆดังนี้....
กว่า45%.....เป็นรายจ่ายเงินเดือนข้าราชการ...ที่มีอยู่3ล้านคน...จากเฉลี่ยอายุ20ปีไปถึงรับบำนาญเฉลี่ยจนถึง80ปี......
30 %จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้....และคืนเงินกู้ต่างประเทศ....
เหลือเพียง....25%.....เท่านั้น...ที่จัดสรรให้กระทรวงทบวงกรมไปพัฒนาประเทศ.....
และใน 25 % นี้....ยังมีการคอรัปชั่น...ทุกรูปแบบ...จากกระทรวงไปถึงหย่อมหญ้า....คิดว่าสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย....ประมาณอย่างน้อย10 %.....จึงคงเหลืองบพัฒนาประเทศชาติ....อย่างมากก็แค่15%......
เมื่อรายจ่ายที่จ่ายให้กับกลไกที่ไร้ประสิทธิภาพเทอะทะเชื่องช้า....ขนาดมหึมา.......
และรายได้ก็มาจากภาษีเป็นหลัก......
แล้วจะแก้ปัญหาประเทศชาติอย่างไรให้มีการพัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ.....
ย่อมแยกไม่ออกจาก.....การสร้างนวัตกรรมใหม่ในการบริหารงาน....การจัดการด้านองค์กร...ฯลฯโดยเฉพาะอย่างยิ่ง.....การกระจายอำนาจรัฐ.....
แม้กระทั่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ.....ที่จะต้องระดมทุนในการขยายบริการประชาชน..
เมื่อคนส่วนใหญ่ยากจน.....รายได้ของรัฐก็ต้องน้อยลง....
รายได้ของรัฐจะมากขึ้นก็ต่อเมื่อรายได้ของคนสูงขึ้น.....ซึ่งก็มีทั้งจากการประหยัด....และการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น.....
นโยบายรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าอันแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเฉพาะหน้าในสังคม...มักจะถูกมองจากนักวิชาการว่าเป็นนโยบายประชานิยม......
สมมติว่าประเทศไทย....มีอยู่ 65 ครอบครัว....มีเพียง5 ครอบครัวที่ร่ำรวย...และอีก15 ครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง....อีก 50 ครอบครัวระดับกลางค่อนข้างยากจน....และอีก30ครอบครัวยากจน...
เงินกองกลางของหมู่บ้านแห่งนี้....ได้มาจากครอบครัวทั้งหมด....เมื่อแต่ละครอบครัวย่ำแย่รายได้กองกลางก็ลดลง.....ตลอดเวลาเพราะต้องมาชดเชยกับความยากจนลงเหล่านี้.....
การขาดดุลยภาพของทุน....ภายในหมู่บ้านแห่งนี้....จึงจำเป็นจะต้องสร้างรายได้ให้มีเพิ่มขึ้นกับทุกกลุ่ม....
ดังนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ผ่านมาจึงดำเนินไปในแบบคู่ขนาน....ทั้งรากหญ้าและระดับบนหรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ....
ตราบใดที่ครอบครัวต่างๆจนลง...รายได้กองกลางก็ลดลง....ปัญหาต่างๆทางสังคมก็จะเพิ่มขึ้นทวีคูณ.....จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับการปรับเศรษฐกิจระดับกลางและล่าง...ให้มีการยกระดับรายได้สูงขึ้น....
และในกระบวนการทำงาน....การแก้ปัญหา...ก็ย่อมมีทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาระยะยาว.....
การอัดฉีดระดับล่างตามปัญหาเฉพาะหน้าจึงถูกมองว่า.....ประชานิยม...และถูกโจมตีหนักจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย.....ที่มีเพียงงานสร้างสรรค์ถ้อยคำว่า..ประชานิยม...
และก็หามีผู้หนึ่งผู้ใดที่มีการเสนองานสร้างสรรค์ที่เป็นรูปธรรมใดๆในการนำเสนอแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเหล่านั้นแต่อย่างใดไม่....ดังนั้นจึงมีเพียงงานสร้างสรรค์ถ้อยคำอันงดงามว่าประชานิยม....
หากมิมีการแก้ปัญหาอันเกิดวิกฤติการณ์ในเฉพาะหน้า...ปัญหายาวไกลก็ต้องเลิกพูด...เพราะมันเกิดกระบวนการใหม่แล้วคือกระบวนการแห่งการถอยหลังลงนรกอันเกิดจากวิกฤติการณ์
การสร้างนวัตกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างดุลยภาพให้กับกลุ่มต่างๆในสังคม....โดยเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ในสังคม....
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับกระบวนทัศน์ในทุกๆด้าน.....
การยกระดับผลิตภัณฑ์....ก็ต้องยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในทุกด้าน....
การตลาด...การจัดการสมัยใหม่....การบริหารงานแบบใหม่....
การยกระดับวัฒนธรรม...ความคิด....จิตวิญญาณ...ก็ย่อมได้รับการยกระดับไปด้วย....
และในกระบวนการต่างๆนาๆเหล่านี้.....มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ....ล้วนแล้วต้องใช้ทุน....
ทั้งทุนทางกายภาพและทุนทางปัญญา.......หรือการองค์รวมพหุภาพทุน
การกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ของกระทรวง...ทบวงกรมไปสู่ท้องถิ่น....และการสร้างองค์กรในการจัดการตนเองของประชาชน....ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา.....ที่นับเพิ่มขึ้นทั้งในขอบเขตุปริมาณ...และระดับของคุณภาพ....ในการให้บริการอย่างทั่วถึงด้วยประสิทธิภาพต่อประชาชน
นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ.....การจัดการด้านการเมืองสังคม.....สวัสดิภาพทางสังคม..
ปัญหาหลักประกันกระบวนการแห่งความยุติธรรมขั้นต้นของประชาชน...ดังได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว.....กระบวนการไกล่เกลี่ยปรองดองขั้นต้นของประชาชนในส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนในสังคม.....ที่ไม่อาจรอกลไกกลางรวมศูนย์แห่งรัฐที่อืดอาดเทอะทะเมไปด้วยพิธีกรรมขั้นตอนมากมายมหาศาลจัดการแก้ไขให้ได้ทันท่วงที....
เมื่อจุดมุ่งหมายแห่งรัฐ...คือความเสมอภาค...สันติภาพ...ภราดรภาพของประชาชน..
แล้วจะขัดขวางอะไรกัน....กับการมีส่วนร่วมและพึ่งพาตนเองของชุมชน....ภายใต้บทบัญญัติตามแนวทางนโยบายแห่งรัฐที่มีบัญญํติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย......
เพราะมีแต่จะต้องส่งเสริมและขยายให้กว้างขวาง....
จึงจะบรรลุตามเจตนารมณ์ที่มีในรัฐธรรมนูญ.....
หากไม่จำกัดกรอบความคิดของตนเองไว้และมีกระบวนทัศน์แบบกลไก....
การสร้างนวัตกรรมใหม่ในทางเศรษฐกิจ....การเมือง....วัฒนธรรม...สังคม...ย่อมมีมากมาย...
หากทางการเมือง....ยังมีกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก....
เราก็มีเพียงนักคัดค้านแบบกลไก.....anti-thesis .....
และไม่เข้าใจองค์รวมแห่งเจตจำนงค์การคัดค้านถ่วงดุล....คืออะไรในเนื้อหาสาระ....
ถ้าไม่เข้าใจว่าการคัดค้าน....คือการเสนอสิ่งที่เป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและดีกว่า....ด้วยวิธีการสร้างสรรค์และบรรลุผลแห่งความสมานฉันท์
เราก็มีเพียงนักถ่วงความเจริญ....หาได้ถ่วงดุล....
การเกิดขึ้นขององค์กรประชาชนในรูปแบบกระจายอำนาจรัฐก็ยากยิ่งที่จะเกิดขึ้นได้....
ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องการแก้ไข....และการวางรากฐานแนวทางนโยบายในระยะยาว...เช่น...
องค์กรจัดการบริหารด้านพลังงานและทรัพยากร....ของชุมชน...
องค์กรจัดการด้านหลักประกันกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น....ของชุมชน..
องค์กรจัดการด้านเศรษฐกิจ....และกลไกแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน.....ของชุมชน....
และอีกฯลฯฯลฯฯลฯ.....
ถ้ากระบวนทัศน์ยังคงเป็น....
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก....อย่างที่เห็นอยู่ดาษดื่นในปัจจุบัน....
ในช่วงฤดูกาลหาเสียงช่วงที่ผ่านมาของบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างก็เสนอแนวนโยบาบแบบ เกทับบลัฟแหลกแจกแถมกันอุตลุต....สร้างความมึนงงและความสับสนให้กับผู้คนได้อย่างน่าเวียนหัว....ในทิศทางของประเทศจากจินตนาการอันบรรเจิดของบรรดานักเลือกตั้งอาชีพ....
บางพรรคปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ได้ราวกิ้งก่าเปลี่ยนสี....จากที่ไม่เคยมีสัจจะวาจาก็มีสัจจนิยม....และพร้อมที่รักษาสัจจะต่อไปในการให้ได้มาซึ่งสัมปทานโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่เคยได้รับมานานอย่างต่อเนื่องจนหายอดอยากปากแห้ง.....
บางพรรคนโยบายก็สร้างจินตนาการไว้ริมถนนติดกันไว้เป็นระยะ...ฟรีทุกอย่าง...จนถึง...60 ปี มีเงินเดือนให้...อีกพรรคก็เช่นกันนโยบายยังกะลอกกันมา.....
แต่ที่ประหลาดใจและสับสนในนโยบาย2พรรคนี้ที่มีระบบความคิดสุดขั้วทั้งสองด้านในการนำเสนอประชาชนคือ....นโยบายรัฐเอื้ออาทร..ฟรีทุกอย่างเพื่อประชาชน และอีกขั้วanti-thesis คือการดำรงเป็นฝ่ายค้านหัวชนฝาถ้าพรรคหนึ่งบอกว่าสวรรค์ก็จะต้องเลือกทางตรงข้ามคือนรก...เป็นต้น..คือเลิกทุกอย่างที่พรรคตรงข้ามเขาทำไว้เพราะต้องถือว่าผิดทุกอย่าง....
นโยบายนี้กลับมิได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากปัญญาชนแห่งประเทศไทยว่าเป็นนโยบายประชานิยม....เป็นสิ่งเหลือเชื่อและมหัศจรรย์ยิ่งนักกับกระบวนทัศน์ทางวิชาการ...
นี่เป็นส่วนหนึ่งในความสับสนอลหม่านทางความคิด......หรือว่าเป็นระบบความคิดใหม่แห่งยุคที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มีการแปรเปลี่ยนทางพันธุกรรมที่นับวันคล้ายไส้เดือน....ที่มีสองขั้วอยู่ในตัวเดียวกัน...
หากเคนเนดี้กลับชาติมาเกิดก็คงต้องพูดว่า......" จงแบมือเถิดประชาชนแห่งรัฐ.......รัฐจะให้ท่านทุกอย่างแม้แต่ลมหายใจ......ท่านไม่ต้องถามว่าจะให้อะไรแก่รัฐ...เพราะสิ่งที่ท่านจะให้...รัฐจะให้ท่านมากกว่าหลายเท่าพันทวี..."
ในแนวคิดนักวิชาการหลายคน...ก็สับสนอลหม่านไม่ต่างจากทฤษฎีไร้ระเบียบ...บางพรรคที่เสนอนโยบายที่สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับประชาชนให้หัดเดินได้ด้วยขาตนเอง...ลดทอนอำนาจรัฐไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งประชาสังคมแม้ว่าจะนำเสนอในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสังคมที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม.....เพื่อที่จะวากรากฐานในแนวนโยบายระยะยาวไกล...
นโยบายเหล่านี้กลับตกเป็นเป้าโจมตีในเปอร์เซ็นต์ที่สูงยิ่ง...ทั้งจากนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างๆ......อย่างเหลือเชื่อราวโลกพิศวงมิติลี้ลับ.....
ขอวกเข้าเรื่อง...สู่กระบวนทัศน์ใหม่ต่อ....จากที่ได้กล่าวมาแล้วจุดมุ่งหมายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมก็เพื่อบรรลุ ความสุขที่สมดุลแห่งมวลมนุษยชาติ....
การปรับเปลี่ยนกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน....เป็นปัญหาสำคัญ....กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในรูปแบบหนึ่งซึ่งพัฒนาเป็นกลไกรัฐกลไกแห่งรัฐ....และที่แน่นอนที่สุดจะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายแห่งความสุขที่สมดุลของคนในรัฐชาตินั้นๆ....
กระบวนการคิดใดๆของมนุษย์ล้วนแยกไม่ออกจากกรอบอ้างอิงในการคิด....
การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆทางความคิดก็เช่นกัน....
จะต้องคิดบนหลักการใหม่....จึงจะเกิดนวัตกรรมใหม่...ในการแก้ไขปัญหาใหม่ๆที่เกิดจากความไม่คงที่ของขนาดและขอบเขตุที่ขยายตัวไปตามกระบวนการพัฒนาของสรรพสิ่ง...
กรอบอ้างอิงใดๆในระบบความคิดของมนุษย์ยุคปัจจุบันล้วนอยู่บนพื้นฐานแห่งระบบกรอบอ้างอิง4มิติ คือความกว้าง ความหนา ความยาว และกรอบเวลา....หรือที่เรียกว่ากาลาวกาศ (space-time)และดำเนินไปเป็นความต่อเนื่องของกาลาวกาศในรูปแบบ4มิติตามความเข้าใจจากผู้สังเกตุคือมนุษย์ยุคปัจจุบัน....
กรอบอ้างอิงที่ว่ามานี้....เพียงพอแล้วหรือในการที่จะทำความเข้าใจในสัจจธรรมที่ดำรงอยู่บนจักวาล.....คำตอบก็คือน้อยสุดแสนน้อยเกินไป...
ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย....หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ทุกองคาพยพ...ก็ยากยิ่งที่จะพัฒนาไปในรูปแบบดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่...
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า....ทางการเมือง
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ล้วนแยกไม่ออกจากการกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์กระจุกตัวจากส่วนกลาง....
นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าปัจจุบัน....ในปัญหาหลักคือเรื่องพลังงานของชุมชนด้วยการจัดตั้งองค์กรจัดการพลังงานของชุมชน...
การนำใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม(appropriate technology) ไม่ได้หมายความว่า....ชุมชนท้องถิ่นต่างๆจะหันไปใช้เทคโนโลยีที่ล้าหลัง....เทคโนโลยีที่เหมาะสมย่อมหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานน้อย...ก่อเกิดมลภาวะน้อย....นั่นย่อมอาจเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งยุคก็ได้....
เทคโนโลยี...ไม่ได้ก่อให้เกิดมลภาวะหรือเป็นตัวทำลายล้างสภาพแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียวตามมุมมองแนวคิดของนักคิดในอดีตเช่น..แนวคิดของ อีเอฟ ชูมักเกอร์....หรือกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ....แต่เทคโนโลยียังมีบทบาทในการก่อให้เกิดดุลยภาพในกระบวนการผลิตเพื่อยังชีพของสังคมมนุษย์....ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากร....มีการบริโภคทรัพยากรต่างๆเพิ่มขึ้น...ภายใต้ระบบที่มีการแบ่งงานกันทำและการลดลงของทรัพยากรต่างๆ......
“ เปลี่ยนท้องนาเป็นมหาวิทยาลัย ” ก็คือการกระจายอำนาจสู่ชุมชนในการจัดการปัญหาต่างๆให้เกิดสภาวะที่สมดุล....การค้นคิดและนำใช้พลังงานสะอาด....ในชุมชนย่อมมีขนาดเล็ก...และกระจายกันไปทั่วประเทศ....พลังงานแสงอาทิตย์...พลังงานน้ำ...พลังงานลม...ฯลฯ...ย่อมไม่ต้องลงทุนสูงเพราะมีหน่วยขนาดเล็ก...การก่อมลภาวะก็น้อย...อีกทั้งเป็นการลงทุนอย่างยั่งยืนของชุมชน...
การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางการเมือง
ปัญหาความขัดแย้งต่างๆในสังคม...ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม...นอกจากจะมีการสร้างกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่มีประสิทธิภาพ....
กลไกที่พัฒนามาเป็นกลไกรัฐ.....จะต้องขยายบทบาทรัฐแห่งชุมชนหรืออำนาจในการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของชุมชนให้แต่ละชุมชนมีบทบาทในการจัดการด้วยตนเอง...อันเป็นองค์กรกลางแห่งความสมานฉันท์ของชุมชนในการคลี่คลายปัญหา....การแก้ไขปัญหา....
การจัดตั้งองค์กรชุมชนทำหน้าที่ให้หลักประกันแห่งความยุติธรรมเบื้องต้นของชุมชนในการไกล่เกลี่ยและคลี่คลายปัญหาของคนในชุมชน.....จึงเป็นการระงับข้อพิพาท...ระงับชนวน..อันอาจลุกลามไปสู่ระดับที่สูงขึ้นจนเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมือง....ภายใต้การฉวยโอกาสของผู้กุมกลไกรัฐฉ้อฉลการใช้อำนาจเหล่านั้นกระทำต่อผู้คน...และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำจนไม่มีความเสมอภาค...ทั้งกายภาพและจิตใจ....หรือไร้มนุษยธรรมใดๆ...
องค์กรกลางของรัฐซึ่งทำหน้าที่จัดการให้เกิดความเสมอภาคในขอบเขตทั่วประเทศ...ทำหน้าที่หลักในการประสานงาน....การประสานเครือข่ายท้องถิ่นต่างๆให้เป็นเอกภาพ....ภายใต้ความแตกต่างของแต่ละชุมชนที่มีอิสระในการบริหารชุมชนของตนเอง และภายใต้การส่งเสริมหนุนช่วยพัฒนาจากองค์กรกลางแห่งรัฐอย่างเต็มที่......
สงครามและสันติภาพ
สงคราม....ดังนิยามที่นักทฤษฎีสงคราม....เหมาเจ๋อตงกล่าวก็คือความต่อเนื่องทางการเมือง......สงครามก็คือการเมืองที่หลั่งเลือด....
การปรองดอง...ความสมานฉันท์...อันไม่อาจตกลงกันได้....ก็ย่อมต้องมีสาเหตุของปัญหา....
ปัญหาการเกิดสงครามกลางเมืองใดๆ.....ล้วนมีสาเหตุหลักๆมาจาก....
ความไร้ประสิทธิภาพของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน....
ทุน...ทางกายภาพและทางปัญญา...ทางจิตวิญญาณ..ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ...
และเป็นต้นตอก่อเกิด...ปัญหาต่างๆทุกด้าน...
เมื่อในทางการเมืองได้พัฒนาถึงขั้นการใช้รูปแบบสูงสุดในการปะทะกัน....หรือสงคราม..
รูปแบบในการต่อสู้กัน...ในการวางแผนการการสู้รบจึงประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์...และยุทธวิธี..
ลักษณะการทำการสู้รบ....จะประกอบไปด้วย...การรุก...และการรับ...
การรุก....จะประกอบด้วย...การตามตี หรือความต่อเนื่องของการรุก....
ความต่อเนื่องของการรับ...ก็คือการถอย....
การสู้รบ...การวางแผนการสู้รบ..จะต้องมีการกำหนดที่ถูกต้องจึงจะได้รับชัยชนะ....
ยุทธศาสตร์....ก็คือการกำหนดถึงส่วนทั้งหมดหรือลักษณะสัมบูรณ์...หรือองค์รวมแห่งการยุทธ์นั้นๆ....
ยุทธวิธี....ก็การกำหนดส่วนย่อยในการกระทำที่เพื่อบรรลุผลในทางยุทธศาสตร์....
ผู้ที่จะพิชิตชัยชนะ....ก็คือผู้ที่สามารถกำชัยชนะในทางยุทธศาสตร์ทุกๆด้านหรือ...เป็นผู้ที่รุกในทางยุทธศาสตร์ทั่วด้าน....หรือเป็นฝ่ายกระทำในทางยุทธศาสตร์....
ผู้แพ้...ก็คือผู้ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ...และเป็นฝ่ายถอยในทางยุทธศาสตร์....
แต่หัวใจหลักในการต่อสู้....อะไรคือความเป็นธรรม....
ความเป็นธรรมอันเป็นสากลของมนุษยชาติ....
ความมีมนุษยภาพ....มนุษยธรรม...เสมอภาค....
ความสมานฉันท์....ความรักแห่งมวลมนุษย์......
และ....สันติภาพไม่ใช่หรือ....ที่เป็นจุดมุ่งหมายแต่ละฝ่ายต้องการ....
หาใช่....สันติภาพแบบกลไก...บนซากศพมนุษยชาติเป็นฐานรองให้ไขว่คว้าแต่อย่างใดไม่...
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีสมอง....และไม่ใช่เดียรัจฉาน..!!
( หมายเหตุ บันทึกไว้ราวปลายปี47 ในหัวข้อระบบเตือนภัยล่วงหน้า...เอามาลงอีกครั้งเพื่อจุดประกายแนวคิด)
ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
SOCIAL - CAPITALISM
..................................
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
ภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในซีกโลกตะวันตกเมื่อหลายร้อยปีก่อนซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทุนนิยมอย่างเต็มรูปในขณะที่แนวคิดที่ตรงกันข้ามคือแนวคิดแห่งสังคมนิยม-สังคมคอมมิวนิสต์ก็ได้ก่อตัวนำไปสู่การปฏิวัติใหญ่ในรัสเซียและให้กำเนิดรัฐที่มีระบอบการปกครองตามแนวคิดแบบมาร์กซิสเป็นประเทศแรกและขยายตัวไปในหลายๆประเทศ
การแสวงหากำไรสูงสุดในระบอบทุนนิยมของปัจเจกชนในระบอบเสรีนิยม ขยายไปสู่รัฐและอุดมการณ์แห่งรัฐ ก่อให้เกิดทุนผูกขาดข้ามชาติที่มีการใช้อำนาจที่เหนือกว่ารุกรานและครอบครองทรัพยากรในรัฐต่างๆในโลกเพื่อประโยชน์สูงสุดของกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นประเทศมหาอำนาจ รัฐผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ได้กลายเป็นประเทศจักรพรรดินิยมที่ครอบครองปัจจัยการผลิตและดินแดนต่างๆในทั่วโลก
ในทางตรงกันข้ามแนวคิดของระบอบสังคมนิยมตามทฤษฎีมาร์กซ์-เลนินซึ่งเน้นหนักในการพัฒนาทุนแห่งรัฐได้พัฒนาแนวคิดไปจนถึงขีดสุดคือสังคมจักรพรรดินิยม ภายใต้กรอบอุดมการณ์แห่งชนชั้นเดียวหรือเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชีพ และแนวนโยบายการเร่งการสูญสลายทางชนชั้น ด้วยวิถีทางกำจัดเงื่อนไขที่เป็นพันธนาการกีดขวาง ทุกรูปแบบ
จากยุคสงครามเย็น จนถึงการล่มสลายแห่งสหภาพสังคมนิยมโซเวียตมาสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ที่อาศัยเงื่อนไขทางด้านสิทธิมนุษยชน,ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม,ปัญหาการก่อการก่อการร้าย มาเป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้า และเป็นเครื่องมือในการขยายการครอบงำของกลุ่มทุนผูกขาดข้ามชาติ รวมทั้งการกีดกันในรูปกลุ่มประเทศ
การก่อกำเนิดระบอบทุนแห่งสังคมได้ถือกำเนิดขึ้นมาระหว่าง2ขั้วของระบอบทุนคือทุนที่มีทิศทางการพัฒนาไปสู่จักรพรรดินิยม และทุนที่พัฒนาไปสู่สังคมจักรพรรดินิยม กล่าวคือทุนเอกชนข้ามชาติผูกขาด และทุนแห่งรัฐข้ามชาติที่ผูกขาด ระบอบทุนนิยมแห่งสังคมคือระบอบทุนที่อยู่ตรงกลางระหว่างทุนทั้ง2 เป็นระบอบแห่งทุนที่มีศีลธรรมจรรยา(ethical capital) และมีทิศทางการพัฒนาของทุนเพื่อที่จะบรรลุสู่จุดมุ่งหมายการสร้างสันติภาพของโลก
การพัฒนาของทุนในปัจจุบันทุนผูกขาดข้ามชาติขนาดใหญ่ได้กลายเป็น พันธนาการกีดขวางสันติภาพของโลก ขณะเดียวกันแนวคิดแห่งทุนในระบอบสังคมนิยมที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมที่ไม่มีชนชั้น หรือสังคมที่จะเหลือเพียงชนชั้นเดียว
การดำเนินกรอบแนวทางนโยบายในการเร่งการสูญสลายทางชนชั้นและด้วยแนวคิดแห่งเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพก่อให้เกิดการพัฒนาทุนแห่งรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นอุปสรรคและกีดขวางต่อการสร้างสันติภาพของโลก และไม่สามารถที่จะบรรลุอุดมการณ์แห่งการสร้างสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์ได้
ทั้งนี้เนื่องจากโลกปัจจุบันก็คือโลกแห่งทุนนิยมทั้งหมด เพียงแต่ว่าจะแตกต่างตรงความเข้มข้นของทุนว่าเป็นเอกชนหรือรัฐ ถ้ามีความเข้มข้นทางภาคเอกชนก็เรียกทุนนิยม หรือถ้ามีความเข้มข้นในทุนแห่งรัฐก็เรียกสังคมนิยม การจะบรรลุสู่การสร้างสันติภาพในโลกได้มีแต่จะต้องดำเนินแนวทางนโยบายในการพัฒนาทุนแห่งสังคมหรือทุนที่มีศีลธรรมจรรยาเท่านั้นจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายได้
ลักษณะพิเศษของระบอบทุนนิยมสังคม กล่าวคือ เป็นทุนที่ดำเนินการโดยไม่มีจุดมุ่งหมายในการแสวงหากำไรสูงสุดแบบกลไกหรือการอ้างอิงในเชิงปริมาณ,มูลค่าตัวเลขในการกอบโกยทรัพยากรต่างๆโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบและวิธีการเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมาย
หากแต่ว่าการดำเนินงานของระบอบทุนนิยมแห่งสังคมจะคำนึงถึงกรอบแห่งองค์รวม (holistic) กรอบแห่งบูรณาการของทุน ที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางจิตใจและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมชะตากรรมภายใต้ดาวพระเคราะห์สีฟ้าแห่งโลกดวงเดียวกัน
หรือกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของทุนในแง่การแสวงหาผลกำไรสูงสุดเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกันของมวลมนุษยชาติ หรือกล่าวตามการวิเคราะห์ทุนตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ก็คือการแปรกำไรส่วนเกินอันก่อเกิดจากแรงงานส่วนเกินให้กลับคืนสู่จุดแห่งดุลยภาพของทุนซึ่งต่างก็ได้รับผลประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
สำหรับรูปธรรม ในไทยเช่น การดำเนินนโยบายที่มีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายจากในอดีตที่สนองต่อกลุ่มทุนผูกขาดในชาติ มาสู่การกระจาย,การกระตุ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาของทุนต่างๆในสังคมตั้งแต่ระดับรากหญ้า,ขนาดย่อม,ขนาดกลางให้เกิดการสะสมทุน,และแผ้วถางทางมีพัฒนาการที่มั่นคงและเติบใหญ่ขึ้น จากในอดีตที่ขาดดุลยภาพอย่างหนัก
การแปรทุนส่วนเกินให้กลับคืนสู่สังคมเพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุน มีผลต่อการปรับดุลยภาพทางด้านสังคม,การเมือง,วัฒนธรรม และรูปการจิตสำนึกในสังคม หรือโครงสร้างชั้นบนในสังคมที่ก่อเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางรากฐานทางเศรษฐกิจ จากเดิมกลุ่มทุนที่มีไม่กี่ร้อยคนที่กุมทิศทางและชะตากรรมของทุนในประเทศได้สร้างภาระให้ประชาชนทั้งประเทศต้องมารับใช้ภาระหนี้สิน รวมทั้งผลักภาระความเสี่ยงนานาชนิดไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพอย่างหนักต่อทุนในประเทศที่คนส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยคนไม่กี่ร้อยคน
การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพทุน หรือ คน นั่นย่อมหมายถึงการยกระดับจริยธรรม จิตวิญญาณ ภูมิปัญญา ของผู้คน ให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือ ความสุข....สันติภาพของมวลมนุษย์ย่อมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในการพัฒนาทุนอันมีประสิทธิภาพสูงสุด.....และเป็นหัวใจหลักแห่งรากฐานทางแนวทางนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง......
...................................
วิวัฒนาการระบอบทุนในโลก
ทุนนิยมเสรี........ทุนนิยมแห่งสังคม......สังคมนิยม(สังคมทุนนิยม)
ทุนเอกชน...........ทุนที่มีศีลธรรม...........ทุนแห่งรัฐ
ทุนผูกขาด............ทุนแห่งสังคม..............ทุนผูกขาดแห่งรัฐ
จักรพรรดินิยม.....ธรรมาธิปไตย..............สังคมจักรพรรดินิยม
........................................
โครงสร้างระบอบอำนาจรัฐ
.................ทุนนิยมเสรี............ทุนแห่งสังคม.......สังคมนิยม
ระบอบรัฐ...เสรีประชาธิปไตย....ธรรมาธิปไตย....ประชาธิปไตย
..........................................................................รวมศูนย์
ระบอบแห่ง
อำนาจรัฐ....เผด็จการกลุ่มทุน.....ธรรมาภิบาล.......เผด็จการ
...........................................................................ประชาธิปไตย
...........................................................................ประชาชนที่นำ
...........................................................................โดยกรรมาชีพ
.............................
การพึ่งตนเองและเดินทางสายกลางตามทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริขององค์พระประมุข เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของการดำเนินทุนอย่างมีศีลธรรมจรรยา
การที่สามารถเลี้ยงตนเองอยู่ได้และเจือจานผู้อื่นได้ ไม่เบียดบังธรรมชาติจนเกินไป เพราะการทำลายล้างธรรมชาติและสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อความอยู่รอดของตนเองหรือเพื่อความร่ำรวยของตนเองนอกจากจะสร้างสภาวะที่ขาดดุลยภาพในทุกๆด้านทั้งทางธรรมชาติและสังคมแล้วในที่สุดก็จะเป็นการทำลายตนเอง และสังคมโดยรวม
ในระบอบสังคมนิยมมีความโน้มเอียงต่อการพัฒนาทุนกล่าวคือ จะเน้นต่อการขยายพลังการผลิต(คนและเครื่องมือการผลิต)และเน้นต่อการกำจัดสิ่งกีดขวางต่อพลังการผลิต โดยขาดการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการขยายพลังการผลิตและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ทางการผลิต ที่มีต่อธรรมชาติ,สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวม
การเพิ่มอัตราเร่งในการสร้างเงื่อนไขในการสูญสลายทางชนชั้นเพื่อสร้างชนชั้นเดียวที่มีทีทรรศน์เดียว เป็นการดำเนิน แนวทางนโยบายแบบกลไกและมีความโน้มเอียงต่อการขยายทุนแบบไร้ศีลธรรมจรรยา
กรอบวิธีวิเคราะห์แบบวิภาษวิธี ที่เน้นต่อการขจัดความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ที่ต้องใช้รูปแบบที่เป็นปรปักษ์กันในการขจัดความขัดแย้ง ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ทำให้ชนชั้นและชั้นชนต่างๆในโลกต้องกลายเป็นปรปักษ์กับชนชั้นกรรมาชีพในประเทศสังคมนิยมตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์และในที่สุดก็เป็นการทำลายตนเองของชนชั้นกรรมาชีพ
ในระบอบทุนเสรีที่เน้นการแสวงหากำไรสูงสุดด้วยวิถีทางต่างๆทุกวิถีทางรูปแบบวิธีคิด,แบบจำลองในการคิดที่ขาดการประเมินคุณค่าทางด้านจิตใจ,คุณค่าทางศีลธรรมจรรยาและความเป็นมนุษย์ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการสร้างกำไรสูงสุดของนายทุน ก่อให้เกิดการทำลายล้างทางธรรมชาติและทางสังคมอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดทาสยุคใหม่ที่มีวัฒนธรรมแบบใหม่ที่หยาบกระด้างทางจิตใจของความเป็นมนุษย์
การพึ่งพาอาศัยกันในทางธรรมชาติ เช่น symbiosis ในเซลล์ต่างๆที่มีการพึ่งพาอาศัยกัน โดยต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน ประกอบเป็นองค์เอกภาพเดียวกันและสร้างสภาวะที่เกิดดุลยภาพในเซลล์ เป็นตัวอย่างที่เห็นถึงการอยู่ร่วมกันที่เกิดดุลยภาพและมีการพัฒนา
ในทางสังคมมนุษย์เช่นกัน จากความไร้ระเบียบและขาดดุลยภาพแห่งทุน เป็นผลก่อให้เกิดความอัปลักษณ์ของโครงสร้างชั้นบน ที่สนองและรับใช้แก่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อยนิดที่เอารัดเอาเปรียบและทำลายล้างมวลมนุษยชาติในโลก อย่างเห็นแก่ตัว ตะกละตะกราม และไร้ศีลธรรมจรรยา
องค์รวมพหุภาพทุน
กับระบอบเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม
จากการทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า...ทุน..ก็คือ องค์รวมแห่งศักยภาพแห่งทุนทางกายภาพ และศักยภาพทางจิตวิญญาณปัญญา.....ของมนุษย์ และการสั่งสมในทางสังคม....
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมก่อเกิดการสร้างกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีความแตกต่างทั้งในระหว่างมนุษย์กับมนุษย์...มนุษย์กับสังคม...และสังคมกับสังคม ก่อให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนในสังคม...
การแปรเปลี่ยนแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนใดๆ ต่างล้วนดำเนินไปบนกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติในการรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพแห่งองค์รวมพหุภาพศักยภาพทุนในสังคม...
โครงสร้างชั้นบนในทางสังคมที่ประกอบไปด้วย โครงสร้างทางระบอบการเมือง...โครงสร้างทางรูปการจิตวิญญาณต่างๆ....กฎหมาย...กลไกอำนาจรัฐ....รูปการจิตสำนึกใดๆล้วนแล้วก็คือ รูปการของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพแห่งทุนที่ได้มีวิวัฒนาการไปในทางสังคม
ในการอธิบายของนักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ คลาสสิก....อดัม สมิท เป็นครั้งแรกเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา....ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ใหม่ในทางสังคมในยุคนั้น ที่ก้าวผ่านจากระบอบศักดินา เข้าสู่กระบวนการผลิตแบบลัทธิพาณิชย์นิยม หรือที่เรียกว่า ลัทธิ เมอร์แคนไตลิสม์...
อดัม สมิท ได้สร้างรากฐานให้กับการวิเคราะห์ แบบแยกส่วนย่อย อันก่อกำเนิดสาขาวิชาที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ ขึ้นมา....ทฤษฎีของ อดัม สมิท เป็นการอธิบายถึงวิวัฒนาการที่แปรเปลี่ยนไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุน...
ทุนที่มีวิวัฒนาการไปสู่ขอบเขตุความสัมพันธ์ที่มีความกว้างขึ้นทั้งทางปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ
ศักยภาพทุนทางกายภาพและจิตวิญญาณปัญญา มนุษย์ ก่อเกิดองค์รวมพหุภาพทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก่อเกิดมูลค่าแห่งการสะสมทุน (ศักย์ ที่ดำรงอยู่)ของกลุ่มต่างๆ เช่นกลุ่มนายทุน ที่ควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆหรือองค์รวมพหุภาพทุนของกลุ่มคนและทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุน...
มรรควิธี ที่ อดัม สมิท นำเสนอคือ กฎธรรมชาติ ( Natural Law) หรือหลักแห่งการค้าเสรี บนกรอบแห่งความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ของกลไกราคา และ ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์...
การอธิบายของ อดัม สมิท และ เดวิท ริคาร์โด ในยุคนั้น ก็คือการอธิบายถึง การปรับปรุงประสิทธิภาพแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทางสังคม...
การสะสมทุน( capital formation ) ที่ อดัม สมิท ได้ให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ในทางสังคมในยุคนั้น ก็คือการแสดงออกแห่งการสั่งสมในทางศักยภาพขององค์รวมพหุภาพทุน....
เมื่อวิเคราะห์ภายใต้กรอบกระบวนทัศน์องค์รวม9มิติจะเห็นว่า ศักยภาพทุนมีขอบเขตุที่กว้างขึ้น เช่น รูปการทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ อันสั่งสมในทางกายภาพในรูปการของเครื่องมือการผลิตที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้นล้วนมีศักยภาพทางปัญญาที่เกิดการต่อยอดพอกพูนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่สูงขึ้น...ในทางปริมาณที่มีขนาดการผลิตที่มากขึ้นประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นต้น....
การใช้ทรัพยากรในทางธรรมชาติและสังคมที่สูงขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็นศักย์ที่ดำรงอยู่ ทั้งของระบอบทุน ของมนุษย์ทั้งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางกายภาพในการดำเนินชีวิตและศักยภาพทางปัญญาจิตวิญญาณ.....และระบอบแห่งสังคมต่างๆ...
โลกในยุคนี้ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กลศาสตร์แบบนิวตันกำลังเฟื่องฟู...การนำเอาหลักการในทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการหาคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์จึงเกิดขึ้น...
ภายใต้การค้นคว้าหาค่าการตรวจวัดที่ให้ได้ค่าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด...สมการทางคณิตศาสตร์จึงถูกนำมาใช้อ้างอิง...
แบบจำลองทางเศรษฐมิติ...ในทางตัวเลขทางคณิตศาสตร์ล้วนต้องอ้างอิงกับค่าคงที่หนึ่งๆ...หรือการหาดัชนีสำคัญที่ชี้วัด...
ในการนำเสนอทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ ในยุคต่อมาโดยใช้หลักการวิเคราะห์สังคมและทุนที่เป็นหน่วยย่อยพื้นฐาน...
คาร์ล มาร์กซ ได้เสนอทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน หรือ Theory of Surplus Value ...ขึ้นมาโดยให้การอธิบายถึง ถึง ทุน ก่อเกิดจากแรงงาน...และแรงงานเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่า...โดยจะแบ่งเป็น มูลค่าทุนคงที่ มูลค่าทุนแปรผัน และมูลค่าทุนส่วนเกิน และได้สร้างสมการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมูลค่าเหล่านี้...
ในส่วนของมูลค่าส่วนเกิน...ซึ่งมาร์กซ ได้อธิบายถึงการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน และร่ำรวยจากการขูดรีดแรงงานส่วนเกินของคนงาน และมีแนวคิดว่าในกระบวนวิวัฒนาการทางสังคมระบอบทุนนิยมเป็นระบอบที่จะต้องล่มสลาย และจะเกิดสังคมใหม่คือสังคมคอมมิวนิสต์ขึ้นมา ภายใต้การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ...
องค์รวมพหุภาพทุน
และระบอบทุนนิยมแห่งสังคม(ต่อ)
.............................................
ภายใต้การประยุกต์หลักการทฤษฎีของ คาร์ล มาร์กซ นำไปสู่การสร้างรูปแบบแห่งรัฐแบบใหม่ที่ วลาร์ดิมีย์ อิลยิส เลนิน นำไปต่อสู้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสถาปนารัฐสังคมนิยมแห่งแรกคือสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต....หลังจากนั้น เหมาเจ๋อตง แห่งประเทศจีนก็นำไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจีน จากการครอบงำของมหาอำนาจและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง....และอีกในหลายๆประเทศก็เจริญรอยตาม.....
ดังนั้น...จินตภาพของคำว่า ระบอบทุนนิยม ในความเข้าใจในแบบการอธิบายแบบมาร์กซิสต์จึงแพร่หลาย....และ เป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่า ทุนนิยม ก็คือความเลวร้ายและต้องเป็นเป้าหมายแห่งการทำลายล้าง...รวมไปถึงความเชื่อที่เชื่อว่า...วิวัฒนาการของสังคมในโลก ระบอบแห่งทุนนิยมก็คือระบอบที่ล้าหลังจะต้องล่มสลาย โดยมีสังคมใหม่เข้าแทนที่....
ความโน้มเอียงแห่งการคัดค้านต่อการพัฒนา ทุน จึงเกิดขึ้นในรูปแนวทางนโยบายและระบบความคิดของคนทั่วไป...ที่เชื่อว่า ทุน คือสิ่งที่ชั่วร้าย จึงเป็นผลทำให้เกิดการคัดค้านต่อการขยายศักยภาพทุน ขาดการการส่งเสริม การพัฒนา แห่งศักยภาพทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการนำมารับใช้มนุษย์ที่อยู่บนโลกมนุษย์....หากมิใช่มารับใช้บนจินตนาการแห่งความฝันอันเลื่อนลอยของโลกอุดมคติที่ห่างเหินแบบวิธีปฏิบัติที่สามารถกระทำได้อันสอดคล้องกับความเป็นจริง.....หรือไม่ก็บนพื้นฐานการทำลายล้างอย่างสุดขั้วอย่างเสรีที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันบนโลก......ด้วยการทำลายล้างมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งศักยภาพทุน....นั่นก็คือการทำลายล้างทุนทั้งทางกายภาพและทางปัญญา-จิตวิญญาณ
..................................
วิวัฒนาการของ “ทุน”ในสังคมไทย
กระบวนการพัฒนาของ ระบอบทุนในสังคมไทยเป็นไปในรูปแบบของการวิวัฒนาการในการปรับเปลี่ยนทางดุลยภาพของทุน โดยรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่มีการปรับเปลี่ยนภายใต้การควบคุมการแปรเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยน
ในสังคมบรรพกาล ของชุมชนบรรพกาลที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่เป็นอาณาเขตุของประเทศไทยปัจจุบัน มีการเกิดขึ้นของชุมชนในหลายๆแห่ง เช่นในภาคกลางบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี,บริเวณภาคอีสานตอนกลาง และที่ติดแม่น้ำโขง หรือในบริเวณของภาคเหนือ ร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้มีปรากฏให้เห็น เช่น ศักยภาพของทุนทางปัญญาในการทำเครื่องใช้สอย อันได้แก่เครื่องปั้นดินเผา เครื่องไม้เครื่องมือในการทำการผลิตต่างๆ
ข้อสันนิษฐานแบบวิถีชีวิตของชาวชุมชนบรรพกาล สามารถเทียบเคียงได้จากแบบวิถีชีวิตของชนชาติส่วนน้อยที่ดำรงชีวิตโดยสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่น้อยมาก จะเห็นได้ถึงแบบวิถีแห่งการใช้ทุน หรือระบอบของทุนในบรรพกาล ที่มีกลไกการแลกเปลี่ยน ทางศักยภาพของทุน ที่เกิดจากศักยภาพทางร่างกายหรือทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ว่ามีความสัมพันธ์ และมีพัฒนาการเป็นไปอย่างไร จากได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้วใน เรื่อง นิยามและความหมาย ของทุน
การก้าวเข้าสู่สังคมที่มีรูปแบบของรัฐ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคกว่า 1 พันปี ที่ผ่านมาหรือประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11- 18 ได้เกิดมีเมือง หรือชุมชนเมืองขึ้น โดยมีเมืองเอกและเครือข่ายการขึ้นต่อหรือการยอมรับต่ออำนาจ โดยไม่มีอาณาเขตุหรือการครอบครองพื้นที่ที่แน่นอน ของรัฐนั้นๆ อันได้แก่ ทวารวดี , มอญ,ลพบุรี, ศรีวิชัย , ขอม, เจนละ,เชียงแสน,ศรีเทพ,โคราปุระ, สีโครตะบอง, ฯลฯ จนมาถึง ล้านช้าง,ล้านนา , พะเยา,สุโขทัย,ลพบุรี,สุพรรณบุรี , อยุธยาเป็นต้น โดยรัฐต่างๆต่างก็เป็นอิสระในการครอบครองทรัพยากรบริเวณนั้นชุมชนเมืองนั้นๆในการทำการผลิตและมีการแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น จีน,อินเดีย
ในยุคสุโขทัย ประมาณ ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จากหลักฐานทางศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหง ( ซึ่ง ปัจจุบันมีการโต้แย้งของนักวิชาการทางด้านโบราณคดี กันอยู่ว่าเป็นการจารึกขึ้นมาใหม่หรือไม่... ผู้เขียน อ้างอิงตามที่บันทึกแม้ว่าจะเป็นการโต้แย้งกันอยู่แต่มิใช่ประเด็นสำคัญ...แต่สิ่งที่นำเสนอคือการสะท้อนภาพแบบวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น...อันมีศิลาจารึกอีกหลายแห่งที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน...) จะเห็นได้ว่ามีการใช้นโยบายรูปแบบทางเศรษฐกิจ แบบเสรี ที่รัฐไม่ได้เก็บภาษี คือใครใคร่ค้าขายแลกเปลี่ยนก็ทำได้ โดย เจ้าเมืองไม่เอาจังกอบ
ระบบกลไกกลางแห่งรัฐสุโขทัยที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่เกิดดุลยภาพ ได้ดี เช่นประชาชนที่มีเรื่องเดือดร้อนก็สามารถร้องเรียนต่อ กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนหรือกลไกอำนาจรัฐได้ หรือมีเรื่องเดือดร้อนใดๆก็ตาม กลไกกลางสามารถแก้ไขปัญหา หรือแสดงบทบาทที่ทำให้การแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนเป็นไปอย่างมีดุลยภาพของชุมชนเมืองนั้นๆ
การยอมรับต่อตัวแทนที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนของประชาชน จึงเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อการนำและการยอมรับต่อความมีอภิสิทธิ์ของผู้นำที่จะต้องเป็นไปของเงื่อนไขสถานการณ์ต่างๆในยุคนั้น ไพร่ฟ้าหน้าใส เป็นการสะท้อนถึงมาตรฐานชีวิตของประชาชน และความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่งของรายได้ประชาชาติยุคนั้นของรัฐสุโขทัย ที่ประชาชนมีดุลยภาพของการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางกาย และทางปัญญา
ตราบจนปลาย พุทธศตวรรษ ที่ 19 ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รัฐอยุธยาได้มี การสร้าง กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีการรวมศูนย์สู่ส่วนกลางอย่างเป็นแบบแผน ในแนวทางนโยบายที่เสริมศักยภาพของกลไกกลางแห่งรัฐ หรือกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนแห่งรัฐให้เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นของประชาชนที่สังกัดภายในรัฐ
ภายใต้สถานการณ์ที่มีความตึงเครียด กับการรุกรานเพื่อแย่งชิงทรัพยากรของรัฐจากรัฐที่ใกล้เคียงภายนอก และการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐอื่นๆในโลกเช่นจากทางตะวันตก ที่มีการแลกเปลี่ยน ทองคำ กับเทคโนโลยีการป้องกัน เช่น อาวุธ รัฐต่างๆมีการพัฒนากองกำลังอาวุธในการบุกยึดแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่งคั่งของรัฐ อยุธยา ที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยผ้าไหมชั้นดี , ข้าว,ดินประสิว,ดีบุก ฯลฯ ที่สำคัญที่สุด คือทองคำ อันเกิดจากการขุดค้นและการสะสมจากการแลกเปลี่ยน อยุธยาจึงเป็นอาณาจักรที่มี จีดีพี และจีเอ็นพี สูงสุดในภูมิภาคนี้ในยุคนั้น ดินประสิว อันเป็นส่วนสำคัญ ในการสะสมไว้ของรัฐต่างๆในการสร้างเสริมศักยภาพทางอาวุธที่ใช้บรรจุปืนใหญ่ และ ปืนคาบศิลา เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญสินค้าหนึ่งที่นำความมั่งคั่งมาสู่รัฐอยุธยา
ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของรัฐชาติสมัยอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับรัฐชาติ ที่มี ราชธานี หัวเมืองเอก หัวเมืองรองและเครือข่ายประเทศราช มีการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ที่ขยายขอบเขตุที่กว้างไกลออกไปถึงดินแดนโพ้นทะเลเช่นมหาอำนาจฝรั่งเศส
ในขณะที่เทคโนโลยีการคมนาคมทางเรือมีความก้าวหน้าขึ้นที่มีขีดความสามารถในการหาตำแหน่งทิศทางของแผ่นดินได้ถูกต้องในการเดินเรืออันเป็นผลจากวิทยาการด้านดาราศาสตร์ และการรู้จักใช้เข็มทิศในการเดินเรือ
ภายใต้การค้าแลกเปลี่ยนที่เป็นไปอย่างกว้างขวางจึงก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความก้าวหน้าด้านวิทยาการต่างๆเช่นด้านดาราศาสตร์,เทคโนโลยีด้านอาวุธ, การเดินเรือและกระบวนการผลิตต่างๆเช่นเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น
ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีอาวุธของรัฐอยุธยา ถึงขั้นมีการส่งปืนใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นไปขายถึงญี่ปุ่น
ในยุคนี้ มีการแต่งตั้ง ชาวต่างชาติ หลายประเทศเป็นที่ปรึกษา และดำรงตำแหน่งสำคัญในกิจการของรัฐ เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนท์ จากโปรตุเกส ออกญาเสนาภิมุข จากญี่ปุ่น คณะที่ปรึกษาจากฝรั่งเศส คณะสอนศาสนาจากทางตะวันตก เป็นต้น จากอันตรกิริยาดังกล่าวจึงก่อให้ทุนแห่งรัฐอยุธยามีความแข็งแกร่งและเป็นรัฐที่มั่งคั่งที่มีการโยงใยไปในเอเชียแปซิฟิค ในเอเชียกลาง และในยุโรป
กรอบจริยธรรมทางพุทธศาสนาในสังคม ที่เผยแผ่เข้ามาในยุคนั้นโดยมีวัดเป็นสถาบันการถ่ายทอดทางปัญญา เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดศิลปวิทยาการทุกแขนง หรือการเสริมสร้างและการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางปัญญาของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นฐาน แม้แต่เหล่าขุนนางก็มีการสร้างวัดเพื่อคนในสังกัดของตน
จากการก่อรูปพื้นฐานทางวัฒนธรรมอันมีหลักแห่งพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำทั้งในระดับผู้กุมกลไกรัฐที่ต้องอาศัยเป็นที่ปรึกษาในราชการต่างๆ และรวมลงไปถึงระดับพื้นฐานที่ต้องอาศัยวัดเป็นที่เสริมสร้างภูมิปัญญา
จึงทำให้ไม่มีการเกิดขึ้นของทิศทางการพัฒนาระบบการซื้อขายมนุษย์เหมือนในทางสังคมตะวันตกหรือรัฐอื่นๆในโลกที่มีการผ่านของลักษณะสังคมทาสที่มีการเปิดตลาดซื้อขายมนุษย์เป็นสินค้า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสังคมไทยลักษณะของสังคมไม่มีทิศทางการพัฒนาไปเช่นนั้นถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสังคมทาสในทางภูมิภาคอื่นที่มีพัฒนาการไปเช่นนั้น เช่นการเกิดประเทศอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังการเกิดรัฐสุโขทัยที่เกิดก่อนร่วม 5-6 ร้อยปี แต่ไม่มีระบบซื้อขายทาสเสรีเหมือนอเมริกาในรัฐสุโขทัย และยุคต่อๆมา เป็นต้น
ที่ตกเป็นทาสส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะเป็นเชลยศึก หรือไม่ก็เป็นการกวาดต้อนแรงงานเชลยศึกเพื่อมาสร้างเป็นรัฐกันชน หรือทำการผลิตในบริเวณรอบนอกเมือง หรือหัวเมืองชั้นรองลงไปโดยที่เชลยศึกเหล่านั้นยังมีอิสระในการดำรงชีพโดยมีสังกัดหรือตกเป็นไพร่
อีกทั้งลักษณะของเชลยศึกส่วนใหญ่จะเป็นวงศาคณาญาติของชนชั้นนำในรัฐที่พ่ายสงครามหรือไม่ก็เป็นปัญญาชนในยุคนั้นเช่นช่างฝีมือด้านต่างๆ การผ่อนคลายความเข้มงวด หรือการยอมรับในศักยภาพจึงมีสูงกว่าลักษณะที่ดูถูกเหยียดหยามว่าต่ำต้อยกว่าเชื้อชาติแห่งตน ผลที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นการกว้านทุนทางปัญญาเพื่อมาสร้างความมั่งคั่งให้รัฐ จึงไม่เกิดลักษณะที่ว่ารัฐๆหนึ่งขายทาสให้อีกรัฐ หรือ มีการเปิดตลาดเสรีค้าทาสระหว่างรัฐ หรือการกระทำที่ยอมรับต่อการใช้อำนาจหรือการที่มีกองกำลังที่เหนือกว่ากวาดต้อนผู้คนไปขายอย่างเสรีเพื่อสร้างความมั่งคั่งแห่งรัฐ
แม้แต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชนชาติอื่นในรัฐกลับได้รับการคุ้มครองหรือมีอิสระมากกว่าไพร่ในสังกัดของคนในรัฐเสียอีกเช่นกลุ่มคนชนเชื้อสายจีนที่ต้องค่าธรรมเนียมเท่านั้นหรือค่าผูกปี้... โดยไม่ต้องสังกัดไพร่ กลุ่มนี้จึงมี การสะสมทุนได้สูง กว่าคนท้องถิ่น...
ในขณะที่ไพร่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน 6 เดือนเพื่อใช้แรงงานให้กับรัฐที่มีการกุมกลไกรัฐของชนชั้นนำ แรงงานที่ถูกเกณฑ์นอกจากทำการผลิตให้กับหน่วยที่ตนสังกัด ยังมีการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อประชาชนในรัฐได้ใช้ หรือไม่ก็เพื่อการป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น ไพร่จึงเหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการสร้างผลผลิตและเพื่อการสะสมทุน...
ในยุครัตนโกสินทร์ สมัยที่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ใน รัชกาลที่5 ได้ทรงให้มีการเลิกระบบการเป็นทาส ทาสในลักษณะที่แตกต่างจากสังคมทางยุโรปและอเมริกาที่ใช้กำลังไปกวาดต้อนเพื่อทำการค้าและเปิดตลาดค้าขายกันอย่างเสรี จะเป็นลักษณะทาสในเรือนเบี้ย หรือที่มาเป็นทาสในลักษณะการชดใช้มูลหนี้ต่างๆเป็นหลัก...ตามกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในยุคนั้น
ในสมัยนี้ได้มีการปรับปรุงกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทุกๆด้าน อันเป็นรากฐานต่อการแปรเปลี่ยนอย่างสันติหรือรักษาความมีดุลยภาพ เช่นการจัดตั้งสถานศึกษาต่างๆเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุนทางปัญญา การปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นมูลฐาน
ขณะที่มีการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐชาติตะวันตก เทคโนโลยีภายหลังจากที่มีการการปฏิวัติอุตสาหกรรมในตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา พร้อมๆกับอารยธรรมยุคใหม่จากทางตะวันตกของระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่มีอุดมการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ที่เกิดขึ้น แบบสันติจึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ไม่ใช่ลักษณะของการพัฒนาในแบบที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเกิดขึ้นของความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนของกลุ่มชนชั้นนำที่ร่วมกับกลุ่มเท็คโนแครตซึ่งเป็นชนชั้นปกครองในสังคมเอง ที่จริงแล้วถึงไม่ใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ก็จะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนอยู่แล้วทั้งนี้เนื่องจาก ชนชั้นนำยุคนั้นล้วนมีรากฐานการศึกษาจากตะวันตกที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงโดยโครงสร้างชั้นบนที่มีการควบคุมการแปรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาวะที่มีดุลยภาพ โดยไม่ได้เป็นผลอันเกิดจากขบวนการลุกฮือเคลื่อนไหวของประชาชนทั้งประเทศหรือในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติ
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตเท่าไหร่ของการต่อสู้ทางความคิดและจากสภาวะปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นอันจะต้องเป็นไปในทิศทางที่ไร้ระเบียบ ถ้าหากขาดองค์กรนำ หรือมีการนำที่ไร้ทิศทางที่ถูกต้อง
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ที่ เกิดจากกระบวนการสร้างตนเองขึ้นใหม่อันเป็นวิวัฒนาการของกลุ่มชนชั้นนำในสังคมจึงไม่ใช่เป็นกระบวนการปฏิวัติในทางการเมือง ที่มีลักษณะขบวนการล้มล้างแบบถอนรากถอนโคนของระบบองค์รวมทั้งระบบในประเทศอันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆ...
กระบวนการวิวัฒนาการของทุน ในไทยจึงมีการปรับเปลี่ยนภายใต้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสันติ กลุ่มที่มีการสะสมทุนมากก็คือกลุ่มชนชั้นนำในสังคม กลุ่มพ่อค้าจีนและต่างชาติอื่นๆที่มีการสะสมทุน จากการที่ไม่ต้องตกเป็นไพร่ คือจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียม นอกจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ มี แนวคิด ของระบบอุปถัมภ์ ที่ไม่เหนียวแน่นเท่ากลุ่มที่เคยสังกัดไพร่ และมีแนวคิดที่ทันสมัยกว่ากลุ่มอื่น เช่นระบบการประมูลเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เมื่อมีการเรียกเก็บภาษีอากรที่สูงชนชั้นนำที่รับผิดชอบสามารถโยนความผิดมาให้นายอากรได้ เมื่อนายอากรเหล่านี้มีการสะสมทุนที่สูงมากต่อมาก็มีอำนาจทางการเมืองอันสามารถมีศักดินาในที่ดินและมีไพร่ในสังกัด รวมทั้งมีการดำเนินธุรกิจการเมืองแบบผูกขาด เช่นสัมปทานในด้านต่างๆที่มีสัมพันธ์กับทุนต่างชาติ และ เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไปทุนเหล่านี้จึงกลายมาเป็น ทุนของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ในชาติ
ในขณะที่กลุ่มที่ มีการครอบครองที่ดินไว้จำนวนมากและมีไพร่ในสังกัดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระบอบการผลิต และทางการเมือง ศักดินาที่มีจึงเป็นเพียงตำแหน่งแต่มีระบบของเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนแทนตามกลไกที่รับผิดชอบ จึงมีเพียงที่ดินในบางแห่งอันเป็นทำเลดี หรือมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่ดียังมีการถือครองไว้ ทั้งนี้เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูคนจำนวนมากที่เป็นไพร่อันเป็นภาระหนัก ไพร่จึงได้รับการปลดปล่อย
ในขณะที่บางกลุ่มที่ต้องเลี้ยงดูคนในสังกัดที่ยังสมัครใจขออยู่ในสังกัด ตามความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ของไทย ย่อม สูญเสียศักยภาพแห่งการสะสมทุนหรือศักยภาพในการออม กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเติบโตมาเป็นกลุ่มทุนขนาดกลางในภูมิภาคและส่วนกลาง วัฒนธรรมระบอบอุปถัมภ์ประกอบกับวัฒนธรรม การมีภรรยาหลายคนของชนชั้นนำในยุคนั้น เช่นบางคนมีหลายสิบคน ย่อมก่อเกิดบุตรหลานมากมาย ซึ่งบางคนในยุคนั้นมีบุตรถึง 30 – 40 คน ที่จะต้องดูแลอยู่ในสังกัด ยังไม่รวมที่เกิดจากไพร่ในสังกัดอีก อันก่อเป็นระบบสายสัมพันธ์ของเครือญาติที่ขยายวงกว้างขวางออกไปอีก การกระจายของทุนจึงแตกตัวกว้างขวางออกไป เชื่อมโยงใยกับกลุ่มทุนที่มีเชื้อสายมาจากต่างชาติของยุคนั้น
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การอพยพของชาวจีนกระจายไปทั่วโลก ในการมาตั้งถิ่นฐานในไทยมีจำนวนสูงมาก ภายใต้สายสัมพันธ์ทุนทางสังคมหรือการใช้ศักยภาพทางสังคมอันก่อให้เกิดทุนเช่น เชื้อชาติ ,แซ่ เดียวกัน วัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นแบบเดียวกัน
ในขณะที่ในจีนเองก็ถูกครอบครองจากจักรวรรดินิยมและมีกฎหมายที่รุนแรงกับคนจีนในการกลับคืนประเทศ เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชาวจีนโพ้นทะเล ร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำการค้า อันมีพื้นฐานที่มีความเชี่ยวชาญกว่าคนท้องถิ่น จึงมีการสะสมทุนที่รวดเร็ว และเป็นกลุ่มทุนที่มีขนาดใหญ่ในประเทศและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
และทุนส่วนนี้จึงกลายมาเป็นทุนขนาดใหญ่ในประเทศเมื่อมีสายสัมพันธ์ กับกลุ่มกลไกอำนาจรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิในการผูกขาดด้านต่างๆยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งของทุน อันเป็นรากฐานของระบบธุรกิจการเมืองไทยปัจจุบัน
การเกิดขึ้นของระบบเจ้าพ่อมาเฟียในส่วนกลางและภูมิภาค ก็เช่นกันเป็นผลพวงจากการหาช่องว่างของกฎหมาย หรือการร่วมมือของผู้กุมกลไกรัฐที่ไม่มีการควบคุมโดยให้อภิสิทธิ์ หรือมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน อันมีผลให้กลุ่มเหล่านี้ได้เปรียบในทางสังคม และปรับบทบาทแห่งทุนเหล่านั้นสู่การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยอำนาจอิทธิพลทางการเมือง กลุ่มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของทุนขนาดเล็ก และ ขนาดกลางในชนบท
กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายในการที่จะต้องจำกัดบทบาทและลดศักยภาพของทุนเหล่านี้ลง ทั้งนี้ศักยภาพเหล่านี้ล้วนเป็นศักยภาพที่สร้างผลลบที่สร้างปัญหาในด้านต่างๆให้กับสังคม เช่น ยาเสพติด โจรผู้ร้าย การคอร์รัปชั่น ฯลฯ และขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนในองค์รวมของระบบ
จากการพัฒนาของทุนที่ขาดดุลยภาพดังกล่าว ทุน ในสังคมไทยจึงมีการกระจุกตัวอยู่ที่คนจำนวนน้อยในสังคมที่มีบทบาทกุมกลไกกลางของการแลกเปลี่ยน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการสะสมทุน หรือมีการสะสมได้น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายในสังคมไทยปัจจุบัน อันเป็นผลพวงจากการขาดดุลยภาพของทุน โดยจะต้องมีนโยบายในการสร้างเสริมขึ้นในส่วนที่ขาดดุลยภาพ มีการจำกัดบทบาทศักยภาพทุนลักษณะที่เป็นพันธนาการขัดขวางหรือทุนที่ไร้ศีลธรรม และส่งเสริมต่อทุนขนาดใหญ่ในเวทีสากลเพื่อเปิดโอกาสให้ทุนระดับล่างได้งอกเงย
กระบวนทัศน์องค์รวมภายใต้กรอบอ้างอิง9มิติ
จากการวิเคราะห์โครงสร้างการก่อรูปการของอารมณ์แห่งความงามความรักบนการวิเคราะห์รูปธรรมแห่งอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกเสมือน...เป็นแบบวิธีวิเคราะห์แบบหนึ่งที่เรียกว่า...การวิเคราะห์สิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม....
ภายใต้การวิเคราะห์หากฎเกณท์...จากเฉพาะสู่ทั่วไป.....
เราจะเห็นได้ว่ารูปธรรมต่างๆที่เพื่อนๆในบล็อกได้แสดงออกมาเป็นตัวอักษรในการสื่อถึงอารมณ์อันก่อเกิดสุนทรียภาพความงามความรัก....อันได้แก่....รูปการของความผูกพันต่างๆ....ความใกล้ชิดในรูปแบบต่างๆเช่นอารมณ์ความรู้สึกที่มีความคล้ายคลึงกัน..หรือการมีลักษณะร่วมกัน....มิตรภาพ...ความประทับใจต่างๆ....เป็นต้น
จากการวิเคราะห์เราจะเห็นได้ว่า....การก่อรูปการทางวัตถุหรืออารมณ์บนโลกแห่งความคิดหรือจิตใจ...รูปการทางวัตถุที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดขึ้นโดยมีการประกอบกันขึ้นมาใหม่จากอารมณ์ต่างๆในอดีต...ปัจจุบัน...และความไฝ่ฝันหรืออนาคต....เป็นรูปการใหม่ที่เกิดขึ้นของอารมณ์แห่งสุนทรียภาพความงามความรัก....การเกิดขึ้นของรูปการทางวัตถุบนระบบความคิดหรืออารมณ์.....เป็นการก่อรูปการในลักษณะของกระบวนการหลอมรวม....หรือกระบวนการฟิวชั่นโดยมีทิศทางแห่งการพัฒนาที่สูงขึ้น...
ในทางตรงข้าม....การก่อรูปการทางวัตถุที่มีทิศทางตรงข้ามเป็นการเกิดจากกระบวนการลดลงของพลังงานองค์รวมระบบและเป็นกระบวนการแยกย่อยลงขององค์รวมหรือกระบวนการฟิชชั่น....
นั่นคือ เราพอจะสรุปหลักการเบื้องต้นทั่วไปดังกล่าว....คือ...กระบวนทางด้านความคิดหรือจิตใจซึ่งเป็นกระบวนการก่อรูปการทางวัตถุของระบบที่มีความเร็วสูงกว่าระบบการก่อรูปการทางกายภาพ....การก่อรูปการของระบบความคิดที่มีทิศทางการพัฒนาสูงขึ้นของจิตใจหรือ...รูปการแห่งความรักที่ออกไปจากตัวตน...การก่อรูปการใหม่ที่สูงขึ้นเป็นผลจากการหลอมรวมของพลังงานทั้งระบบของกรอบการวิเคราะห์......
มนุษย์...สามารถที่จะพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพเพื่อสร้างเงื่อนไขแห่งการก่อรูปการในทิศทางที่ดีงามได้....
การก่อรูปการแห่งความเชื่อ...ทางศาสนาก็เช่นกัน...
มนุษย์เมื่อ 2-3 พันปีที่แล้ว...ได้คำอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆในรูปของความเชื่อทางศาสนา...โดยมีการอธิบายในเชิงสัญญลักษณ์เปรียบเทียบ
ในความหมายถึง...พลังงานต่างๆที่ดำรงอยู่ในทางธรรมชาติที่มนุษย์สัมผัสได้ด้วยจิตใจและจิตวิญญาณแต่ละคน....และได้ให้ความหมายในเชิงสัญญลักษณ์อันหมายถึงพระเจ้า...
เช่นเดียวกันกับการอธิบายในทางฟิสิกส์ปัจจุบัน...เราทราบว่ามีพลังงานดำรงอยู่ในจักรวาล..
ในพระคัมภีร์ศาสนา...ที่มีบันทึกมาหลายพันปีจากอดีต...พระเจ้าย่อมหมายถึงพลังงานที่ดำรงอยู่ที่มนุษย์สัมผัสได้.....
แบบวิธีการสัมผัสกับพลังงานในจักรวาลในการทำความเข้าใจทางฟิสิกส์เช่นการทดลองต่างๆ.......ในแบบวิธีทางศาสนาจะเป็นแบบพิธีกรรมเป็นรูปแบบหลักในการปฏิบัติ...
พิธีกรรมต่างๆ....อันเป็นกระบวนแห่งการก่อรูปการทางจิตหรือการปฏิบัติการทางจิต...หรือกระบวนการฟิวชั่นทางจิตเพื่อหลอมรวมให้จิตใจของแต่ละคนเกิดคุณสมบัติพิเศษขึ้น....อันเกิดจากพลังงานแห่งกระบวนการฟิวชั่นในทางจิต....
อันได้แก่...การอธิษฐาน การอ่านทำความเข้าใจพระคัมภีร์ การนมัสการ หรือกระบวนการที่ในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการยึดมั่นหรือติดสนิทกับพระเจ้า...ความศรัทธา ความยึดมั่น ความยำเกรงต่างๆล้วนเป็นกระบวนการที่ก่อรูปการแห่งความเชื่อมั่นในระบบจิตใจอันก่อเกิดพลังงานและความมีสมาธิ....ความสงบนิ่ง....ความปิติ...ความสงบเยือกเย็นในจิตใจ.....ให้เกิดการหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลังงานต่างๆเหล่านั้น....
อันเป็นผลให้กระบวนการทางจิตคนๆนั้นก่อเกิดอันตรกิริยากับพลังงานที่ดำรงอยู่ในการก่อเกิดรูปการทางจิตที่มีพลังงานของระบบสูงขึ้น...
ตัวอย่างเช่น...ในพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์
ยากอบ 1:5 “ ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวง ด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ ”
จะเห็นได้ว่า การสัมผัสในกระบวนการทางจิตของคนในยุคนั้นและมีการบันทึกไว้
หมายความว่าพลังงานที่ดำรงอยู่ในจักรวาล อันไม่จำกัดต่อผู้หนึ่งผู้ใด....หรือสัจจธรรมใดๆที่ดำรงอยู่...การก่อรูปการใดๆอยู่ที่คุณภาพในกระบวนการทางจิตของแต่ละคนที่จะนำเอาพลังงานที่ดำรงอยู่มาก่อรูปการให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้อย่างไรเท่านั้น...หรือในการทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นไปเหล่านั้นในธรรมชาติ
พระเจ้า...ก็เช่นเดียวกับ...นิพพาน ของพุทธศาสนา.....อันเป็นการดำรงอยู่ของพลังงานในธรรมชาติไม่เอนเอียงหรือมีอคติต่อผู้ใด...
เพราะเป็นสภาวะที่กระบวนการทางจิตนั้นๆไม่สามารถก่อรูปการด้วยตนเองหรือเกิดการดับสูญแล้วซึ่งกิเลสต่างๆ....
แต่พลังงานเหล่านั้นยังดำรงอยู่เป็นบ่อเกิดแห่งการก่อรูปการต่างๆ.....ตามร่องรอยของสิ่งต่างๆ....หรือตามแต่กรรมหรือการกระทำ...ของสิ่งต่างๆ...
มนุษย์...ย่อมเลือกทิศทางแห่งการกระทำของตนได้....ว่าจะสร้างร่องรอยแห่งการก่อรูปการของอนาคตอย่างไร....และย่อมที่จะเลือกทิศทางในทางที่พัฒนาสูงขึ้นอันสอดคล้องกับทิศทางขององค์รวมระบบ....หากเลือกทิศทางแห่งการก่อบาป...และพอกพูนกิเลส...แน่นอนที่สุดร่องรอยที่ก่อเกิดของรูปการใหม่ก็คือร่องรอยแห่งความทุกข์...
เราเลือกที่จะมีความสุขหรือความทุกข์ได้....อยู่ที่ความพึงพอใจของเรา...
นี่เป็นสิ่งพิเศษ...ที่ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมา....
และอยู่ที่เราจะเลือกเป็นเดียรัจฉาน....หรือมนุษย์ที่มีทิศทางแห่งการพัฒนาของจิตใจที่สูงขึ้น...
แบบวิธีในการทำความเข้าใจต่อความเป็นไปทางธรรมชาติของมนุษย์....ที่ประกอบเป็นรูปการแห่งความเชื่อในระบบความคิดของคนเรา....จากอดีตมาถึงปัจจุบันอาจจำแนกเป็นรูปการใหญ่ๆคือ..
แบบวิธีแรก..เช่น การทำความเข้าใจในกฎเกณท์ทางธรรมชาติด้วยรูปการภายใต้การตรวจวัดและการสัมผัสในทางกายภาพอันได้แก่รูปแบบแห่งการให้เหตุและผลในแบบที่เราเรียกกันว่าแบบวิธีทางวิทยาศาสตร์....ที่มีการทดลองปฏิบัติหาข้อสรุปจากการทดลองปฏิบัติ....ในการทำความเข้าใจโลกของจิตวิญญาณ.....เช่นแบบวิธีของพุทธศาสนา...จะใช้แบบวิธีนี้เป็นหลักในการทำความเข้าใจอันเป็นปฏิบัติการทางฟิสิกส์ของระบบจิตวิญญาณ.....ซึ่งจำแนกเป็นแบบชุดแห่งการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป....
ในแบบแห่งการปฏิบัติทั่วไป....หรือที่เรียกว่าการดำเนินตามทางสายกลาง....สำหรับบุคคลทั่วไปอันได้แก่....การเจริญในอริยมรรค....หรือ มรรค 8 อันเป็นการดำเนินชีวิตที่อยู่ในทิศทางแห่งการไปสู่จุดมุ่งหมายนิพพาน.....หรือเกิดการก่อรูปการแห่งร่องรอยและทิศทางแห่งอนาคตเพื่อไปสู่จุดหมายนี้...ได้แก่...ความคิดเห็นที่ถูกต้อง....ความคิดที่ชอบ.....การพูดที่ชอบ....การทำงานที่ชอบ...การเลี้ยงชีพที่ชอบ....ความพยายามที่ชอบ....การมีสติที่ชอบ....การมีสมาธิที่ชอบ.....และในทั้งหมดจะมี สัมมาสมาธิเป็น องค์ประธานหรือเป็นหลักโดยมีอีก7 มรรค(หนทาง,วิถีทาง)เป็นองค์ประกอบ....
และยังต้องประกอบไปด้วย....จุดมุ่งหมาย...ความไฝ่ฝันแห่งอนาคต..หรือคุณธรรมหลักๆคือ...พรหมวิหาร 4 หรือการประพฤติตนเยี่ยงพรหม....อันได้แก่...เมตตา(ความรักที่บริสุทธิ์)...กรุณา(ความเกื้อกูล)...มุทิตา(ความสุข,ความเบิกบาน)....อุเบกขา(ความหนักแน่น,ความเที่ยงธรรม)....เป็นต้น...
สำหรับแบบวิธีปฏิบัติในแบบวิธีทางพุทธศาสนา...มีการแยกย่อยละเอียดมากในการปฏิบัติสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นบรรลุสู่จุดมุ่งหมายการหลุดพ้น....
แบบวิธีที่สอง....แบบวิธีการในเชิงกระบวนการรับรู้แห่งรหัสนัย....แบบวิธีของการก่อรูปการในทางความเชื่อในรูปแบบนี้....รูปแบบการทดลองปฏิบัติในทางจิตวิญญาณ...จะใช้รูปแบบแห่งการก่อกระบวนการทางจิตเพื่อที่จะสัมผัสกับสิ่งที่นอกเหนืออายตนะภายนอกหรือรูปการทางวัตถุสัมผัสได้...
การก่อรูปการทางจิตโดยอาศัย...สัญลักษณ์...ความศรัทธา...หรือพิธีกรรมต่างๆ...เป็นรูปแบบหลักเพื่อให้กระบวนการในทางจิตเกิดการรวมตัว....และก่อเกิดพลังงานที่สูงขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบความเร็วที่สูงขึ้นตามปริมาณแห่งพลังงานที่เพิ่มขึ้นของระบบ....
การรับรู้ต่อระบบใดๆ...สิ่งที่ตรวจวัดได้ก็ต้องอยู่ในระบบเดียวกันจึงจะตรวจวัดและสัมผัสได้....
เช่น....เราจะตรวจวัดระบบที่เร็วกว่าความเร็วแสงได้เราด้วยอายตนะหรือเครื่องมือตรวจวัดต่างๆหรือการตรวจวัดในเชิงประจักษ์นิยมอย่างเป็นรูปธรรม....ซึ่งก็ต้องอยู่ในระบบแห่งการก่อรูปการเดียวกัน....ไม่เช่นนั้นก็ต้องอาศัยการอนุมาน..การคาดหมายการประมาณการในเชิงนามธรรม....
พลังงานของการก่อรูปการในระบบทางจิตวิญญาณ....ย่อมประกอบไปด้วยความหลากหลายในระบบแห่งความเร็ว....
เทคนิค...ในการตรวจวัดแบบนี้ได้แก่....กระบวนการยกระดับและเปลี่ยนแปลงพลังงานในทางจิตให้สัมผัสกับพลังงานในระบบที่เราสามารถก่อรูปการเพื่อให้สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม....
เทคนิคการตรวจวัดแบบนี้....เช่นกระบวนการฟิวชั่น....และกระบวนการฟิชชั่น...ในทางจิต..
ภายใต้กระบวนการเช่นนี้....ก่อให้รูปการทางจิตที่ก่อขึ้นจากรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วแสงเกิดการเปลี่ยนแปลง....
การลดลงของอัตตาใดๆหรือมวลแห่งกิเลสที่เกิดจากกระบวนการทางวัตถุ...เป็นผลให้เกิดการเพิ่มสูงขึ้นของพลังงานทางจิตในการที่จะก่อเกิดอันตรกิริยากับพลังงานภายนอกที่ดำรงอยู่ในจักรวาลและมีขนาดของขอบเขตุที่กว้างขึ้น.......
โลกแห่งนรก...และโลกแห่งสวรรค์....ก็คือโลกที่ทิศทางแห่งจิตวิญญาณก่อรูปการขึ้นใหม่ภายใต้กระบวนการพัฒนาที่เป็นไปตามกฎเกณท์ทางธรรมชาติของมนุษย์....ทั้งในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ....
การเกิดขึ้นของรูปการดังกล่าว....ก่อเกิดจาก...รูปการของร่องรอยแห่งอดีต...หรือกรรม...และรูปการของร่องรอยแห่งอนาคต...อันรวมไปถึงการกระทำแห่งปัจจุบัน.....
ประกอบกันขึ้น...เป็นรูปการใหม่.....และมีทิศทางการพัฒนาไปตาม...กรรมเหล่านั้น....
ทิศทางหลักในสองทิศทาง....เมื่อกล่าวสำหรับในกรอบกระบวนทางจิตวิญญาณของมนุษย์ก็คือทิศทางที่มีการพัฒนาของพลังงานที่สูงขึ้น....และทิศทางที่มีการลดลงของพลังงาน.....เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อรูปการทางวัตถุแห่งโลกของมนุษย์......
หลักการทั่วไปทางฟิสิกส์แห่งการก่อรูปการ...ก็คือ...
-สรรพสิ่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...และแยกไม่ออกจากกัน...แปรเปลี่ยนไปมา...
-การเกิดขึ้นของรูปการใดๆ....ล้วนเป็นการก่อเกิดจากร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต.....
-ระบบที่มีพัฒนาการสูงขึ้นหรือมีพลังงานที่สูงกว่า...ย่อมก่อเกิดจากร่องรอยอดีต...ปัจจุบัน...และอนาคต...ของระบบที่มีพลังงานต่ำกว่า....เมื่อเทียบอย่างสัมพัทธ์...
-ระบบที่มีพลังงานต่ำกว่าใดๆ....การแปรเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มีพลังงานสูงย่อมเกิดจากกระบวนการที่เกิดการหลอมรวมพลังงานในระบบที่สูงขึ้น...อันตรกิริยาที่ก่อเกิดกับพลังงานภายนอกจึงก่อเกิดการยกระดับสู่คุณภาพใหม่....
-การลดลงของพลังงานในระบบพลังงานสูงไปสู่ระบบพลังงานต่ำ....หรือเกิดการก่อรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วต่ำ....เกิดจากกระบวนการแตกตัวในองค์เอกภาพนั้นๆอันเป็นผลให้เกิดองค์รวมย่อยๆและเกิดการลดลงของพลังงานแห่งองค์รวมใหญ่.....และเกิดจากการเพิ่มพูนขึ้นในรูปการทางวัตถุขององค์รวมนั้นๆจนถึงระดับแห่งการลดลงของความเร็วในระบบ...
ระบบฟิสิกส์โลกแห่งนรก....และฟิสิกส์โลกแห่งสวรรค์....ล้วนมีการทับซ้อนของระบบความเร็วอันหลากหลาย....การก่อรูปการทางวัตถุแห่งระบบความเร็วใดๆหรือพลังงานใดๆ...เป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์ดังกล่าว....
การก่อรูปการทางความเชื่อ....ในรูปการความเชื่อทางศาสนาอันเป็นรูปการหนึ่งของจิต...หรือรูปการทางความนึกคิดของคนเรา....
รูปการที่เกิดขึ้นของความคิด...ก็คือรูปการการก่อรูปทางวัตถุที่อยู่บนระบบแห่งความเร็วหรือระบบแห่งพลังงานที่แตกต่างจากการก่อรูปการทางวัตถุในระบบความหมายที่เราเข้าใจกันหรือระบบที่ความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง.....
หากเราจินตภาพดูว่า...องค์รวมของสนามแรงที่ประกอบขึ้นอันก่อให้เกิดรูปการทางวัตถุที่เดินทางได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ความเร็วแสง....เราลองจินตภาพดูว่าเป็นเหมือนแม่น้ำสายหนึ่ง...
ในแม่น้ำสายนี้...ยังมีระบบความเร็วที่หลากหลาย...แม่น้ำที่ไหลไปหาได้ไหลไปด้วยความเร็วเท่ากันไม่....ความเร็วของกลางลำแม่น้ำ...ริมฝั่ง....ในส่วนน้ำลึก...ในส่วนผิวแม่น้ำ...บางแห่งมีน้ำวนเล็กๆ...ความเร็วในแต่ละส่วนไม่เท่ากัน
เราจะเห็นว่าความเร็วในระบบใหญ่ของแม่น้ำเราอาจประมาณการความเร็วได้เป็นค่า..ความเร็วเฉลี่ย...และความเร็วต่ำสุด...ความเร็วสูงสุด...เมื่อผู้ตรวจวัดหยุดนิ่งอยู่บนฝั่ง.....
การตรวจวัดประมาณการในทางคณิตศาสตร์...มีหลายแบบ....เช่นเราอาจตรวจวัดความเร็วโดยผู้ที่ตรวจวัดอยู่บนสายน้ำ...แต่ก็ต้องมีจุดอ้างอิงที่หยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์ในการอ้างอิง....หรือการตรวจวัดโดยการเปรียบเทียบ...ระหว่างเช่นความเร็วของสายน้ำบริเวณเฉลี่ยความลึกที่สมมติเช่น3ฟุต...กับความเร็วในความลึกลงไปกว่านี้...เป็นต้นโดยมีผู้สังเกตุที่อยู่นอกระบบ..เป็นต้นความเร็วที่ได้อันเป็นความเร็วสัมพัทธ์ที่เกิดจากการเปรียบเทียบ....
การก่อเกิดรูปการทางความคิดใดๆ....ล้วนเกิดจากการเกิดขึ้นใหม่จากรูปการทางอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น.....และรูปการทางอารมณ์ต่างๆล้วนเป็นการสัมผัสกับองค์รวมต่างๆทางวัตถุจากภายนอก...เช่น..อารมณ์สุนทรียภาพความงามที่เราเห็นจากภาพวาด...เราจะเห็นว่าที่เรามองคือองค์รวมทั้งหมด....
สุนทรียภาพในด้านเสียงเพลง...ก็เกิดจากการรับฟังองค์รวมทั้งหมดของเพลง...
องค์รวมต่างๆที่เรารับรู้จากอายตนะทั้งหมด....ก่อเกิดรูปการทางวัตถุในกระบวนการทางความคิดของคนเรา....
ในการแบบวิธีการปฏิบัติ...และปรัชญาทางพุทธศาสนา...มีการจำแนกในทางปริมาณและคุณภาพของจิตไว้หลายระดับ...
เช่น...ในระดับต้น...หรือระดับพื้นฐานในการฝึกฝนการควบคุม...สติ..ให้ดำรงอยู่ในสมาธิตามแบบพุทธปรัชญาหรือที่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานอันเป็นแบบวิธีการฝึกฝนเพื่อควบคุมจิตใจและตัดกิเลสที่มาปรุงแต่งจิตใจออก...ด้วยวิธีการในแบบวิปัสสนา...และสมาธิ....
ในแบบการปฏิบัติการทางจิตแบบนี้มีการจำแนกคุณภาพของจิต กว้างๆที่เกิดจากผลการปฏิบัติการทางจิต 2 ระดับใหญ่ๆคือรูปฌาน และอรูปฌาน
รูปฌาน แบ่งเป็น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน...
อรูปฌาน แบ่งเป็น อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญาตนฌาน และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ....
และขั้นสูงสุด คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ....
จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดสำหรับท่านที่สนใจศึกษาได้จากพระไตรปิฎกและตำราพุทธศาสนาต่างๆ.....
ในแบบวิธีปฏิบัติการทางจิตแบบพุทธจะเห็นว่า.....ในแต่ระดับของจิต...ที่เข้าใกล้ค่าของ 0 แห่งระบบจิต...หรือในความหมายว่าบรรลุสู่การดับกิเลส...ในขั้นสูงสุดจะมีการ จำแนกแยกแยะตัดอารมณ์ต่างๆออก...สัญญาหรือข้อผูกพันใดๆออกหรือการตัดกิเลสใดๆออกจากระบบความคิด.....ภายใต้การวิเคราะห์การเปรียบเทียบการพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นอนัตตา....
จิตในระดับนี้จึงเป็นระบบจิตที่ มีอีกคุณภาพหนึ่ง....อันแตกต่างจากระบบจิตที่อยู่ในระบบแห่งการพอกพูนของกิเลสอันเป็นร่องรอยแห่งการกระทำหรือการก่อรูปการทางวัตถุในระบบกายภาพ
การควบคุมสติ...หรือการมีสมาธิอย่างยิ่งยวด......เป็นผลให้ระบบแห่งการรับรู้ไม่ถูกจำกัดโดยการปรุงแต่งของกิเลสของโลกวัตถุทางกายภาพ....นั่นคือความมีเสรีภาพที่สูงขึ้นแห่งการรับรู้ทางอายตนะในอีกระบบความเร็ว...รวมไปถึงรูปธรรมแห่งการก่อรูปการของพลังงานในอีกระบบความเร็วที่แตกต่างจากความเร็วทางกายภาพ......
และนี่เป็นรูปการหนึ่งของกระบวนการทางจิต....อันควบคู่กับกระบวนการทางกายภาพของมนุษย์...
เช่นเดียวกันกับเมื่อเรามองดูแท่งแม่เหล็ก....เราก็คงมองไม่เห็นสนามแรงของมัน...
เว้นแต่เมื่อมีเหล็กเข้ามาใกล้....
กายภาพ ย่อม มีจิตใจ ที่ควบคู่กันไปอย่างแยกไม่ออกและประกอบเป็นองค์รวมเดียวกัน....ในการวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์บนโลกใบนี้...
....................................
ฟิสิกส์โลกทางสังคมมนุษย์
ในการศึกษาในทางสังคมศาสตร์...มีการจำแนกการศึกษาออกเป็นหลากหลายสาขาวิชาการมากมายในการศึกษาปรากฎการณ์ในรูปแบบที่มนุษย์อยู่ร่วมกันก่อรูปการเป็นสังคมขึ้นมา....
ตัวแบบทางทฤษฎีในการศึกษาก็มีมากมายเช่นการวิเคราะห์ในลักษณะโครงสร้าง การวิเคราะห์กระบวนการที่ก่อเกิดพลวัตรหรือความขัดแย้งต่างๆ การวิเคราะห์แบบสัญญลักษณ์ต่างๆ การวิเคราะห์หาลักษณะปรากฎการณ์จากหน่วยพื้นฐานต่างๆ...การวิเคราะห์ในแบบกระบวนการวิวัฒนาการเป็นต้น...นับตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ อันเป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมและปรากฏการณ์ของมนุษย์ในสังคม
สัมพันธภาพของความสัมพันธ์ต่างๆที่ก่อรูปการขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมประเทศ และสังคมโลก....ก่อเกิดวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เกิดจากกระบวนการก่อรูปการขึ้นมาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น...ในแต่ละสังคม....
สังคมมนุษย์ก็มีทิศทางแห่งการพัฒนาอันเป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....เช่นเดียวกันกับองค์รวมระดับโมเลกุล...ในสิ่งต่างๆอันมีคุณภาพองค์รวมแตกต่างจากองค์รวมย่อยของอนุภาค....
องค์รวมมนุษย์ หนึ่งคน..ย่อมแตกต่างจากลักษณะองค์รวมของมนุษย์หลายคนที่ประกอบเป็นสังคม...รวมทั้งกฎเกณท์การพัฒนาที่มีขอบเขตุของขนาดและคุณภาพที่แตกต่างออกไป....
การวิเคราะห์อย่างกว้างๆ....จะเห็นได้ว่าการก่อรูปการทางวัตถุใดๆในทางสังคมก็เป็นไปตามทิศทางแห่งการก่อรูปการนั้นๆ.....ทิศทางแห่งการพัฒนาไป และทิศทางแห่งการเสื่อมสลาย....หรือทิศทางแห่งการเพิ่มขึ้นของขอบเขต..ขนาด..ความเร็ว..และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม....และทิศทางของการลดขอบเขต...ขนาด...ความเร็ว...และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม..
สังคม...ณ.เวลาปัจจุบันใดๆ....ล้วนเป็นการก่อรูปการขึ้นใหม่...ภายใต้การแสวงหาดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....โดยมีร่องรอยแห่งรูปการของอดีต(ประวัติศาสตร์,มรดกวัฒนธรรม,ประเพณี.ความเชื่อฯลฯ)...รูปการปัจจุบันแห่งสังคม(ปฏิบัติการต่างๆในปัจจุบัน)...และร่องรอยแห่งอนาคต(อุดมคติ,อุดมการณ์,จุดมุ่งหมาย,ทฤษฎี,วิทยาการและนวัตกรรม ฯลฯ )....ก่อรูปการใหม่เป็นทิศทางแห่งสังคมปัจจุบันที่กำลังก้าวไป....
ร่องรอยแห่งอดีต...มีบทบาทสูงมากในการก่อรูปการทางสังคม...และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของสังคมนั้นๆ....
สงครามก็คือตัวอย่างที่เด่นชัดแห่งการรุกรานทางวัฒนธรรมในทางสังคม....สงครามใดๆล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพในทางวัฒนธรรมของสังคมอันเนื่องจากอัตตาแห่งกลุ่มคนในสังคม....
วัฒนธรรมก็คือรากฐานแบบวิธีประพฤติปฏิบัติใดๆ...ของคนในสังคม...
อันก่อเกิดจาก...ร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต...และก่อรูปการขึ้นใหม่ตามหลักการทางฟิสิกส์.....ที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ภายใต้กระบวนแห่งการพัฒนา....
แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคมเป็นการทำความเข้าใจในสัมพันธภาพของกระบวนการต่างๆทางสังคม...เพื่อทำความเข้าใจในการนำมาประยุกต์ใช้.....
ในการประยุกต์เพื่อวิเคราะห์...คาดหมาย...พยากรณ์แนวโน้มหรือการสร้างแบบจำลองแห่งการพัฒนา....การปรับปรุงการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆการปรับปรุงองค์กรต่างๆทางสังคม...ล้วนแล้วมีเรื่องหลักที่จะต้องวิเคราะห์......ก็คือการทำความเข้าใจในเรื่อง....ทิศทาง.....กล่าวคือ...ทิศทางใหญ่...ทิศทางเล็ก....และทิศทางย่อยๆลงที่กำกับการปฏิบัติในแต่ละระยะ....
จุดมุ่งหมาย...อุดมคติ...อุดมการณ์...แนวทาง...นโยบาย....เข็มมุ่ง...หนทาง...ยุทธศาสตร์...ยุทธวิธี...กลยุทธ์...มาตรการ....ฯลฯ....
ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นการกำหนดทิศทางแห่งองค์รวมแต่ละองค์รวมจะต้องเดินไปภายใต้การคาดหมายและการกำหนดแบบวิธีปฏิบัติในทางสังคม...หรือกระบวนแห่งการสร้างร่องรอยเพื่อดำเนินไปสู่อนาคต.....
จากเซลล์เดียวของไข่ที่ได้รับการผสมและพัฒนามาเป็นมนุษย์....สัตว์ที่เติบโตมาจากเซลล์เดียวเผ่าพันธุ์นี้....ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคที่ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆภายยังมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม...และมีการก่อรูปการทางสังคมขึ้นไม่ต่างจากโมเลกุลของอนุภาค.....
ลักษณะสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดระบบสังคม...ก็คือระบบองค์รวมของสิ่งต่างๆในธรรมชาติมีพัฒนาการไปบนพื้นฐานแห่งการปรับดุลยภาพตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการดำรงอยู่และเกิดการเคลื่อนที่ไป....ภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ที่มีการแปรเปลี่ยนไปเช่นกันตลอดเวลา
โมเลกุลทางสังคม...หรือระบบความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสังคมมนุษย์...มีระบบแห่งการสื่อสาร...ระบบเศรษฐกิจ...การเมือง...และระบบทางสังคมต่างๆ..เป็นส่วนเชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพันธะทางฟิสิกส์เคมี.....
ในการศึกษาในทางสังคมศาสตร์...มีการจำแนกการศึกษาออกเป็นหลากหลายสาขาวิชาการมากมายในการศึกษาปรากฎการณ์ในรูปแบบที่มนุษย์อยู่ร่วมกันก่อรูปการเป็นสังคมขึ้นมา....
ตัวแบบทางทฤษฎีในการศึกษาก็มีมากมายเช่นการวิเคราะห์ในลักษณะโครงสร้าง การวิเคราะห์กระบวนการที่ก่อเกิดพลวัตรหรือความขัดแย้งต่างๆ การวิเคราะห์แบบสัญญลักษณ์ต่างๆ การวิเคราะห์หาลักษณะปรากฎการณ์จากหน่วยพื้นฐานต่างๆ...การวิเคราะห์ในแบบกระบวนการวิวัฒนาการเป็นต้น...นับตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ อันเป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมและปรากฏการณ์ของมนุษย์ในสังคม
สัมพันธภาพของความสัมพันธ์ต่างๆที่ก่อรูปการขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมประเทศ และสังคมโลก....ก่อเกิดวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เกิดจากกระบวนการก่อรูปการขึ้นมาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น...ในแต่ละสังคม....
สังคมมนุษย์ก็มีทิศทางแห่งการพัฒนาอันเป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....เช่นเดียวกันกับองค์รวมระดับโมเลกุล...ในสิ่งต่างๆอันมีคุณภาพองค์รวมแตกต่างจากองค์รวมย่อยของอนุภาค....
องค์รวมมนุษย์ หนึ่งคน..ย่อมแตกต่างจากลักษณะองค์รวมของมนุษย์หลายคนที่ประกอบเป็นสังคม...รวมทั้งกฎเกณท์การพัฒนาที่มีขอบเขตุของขนาดและคุณภาพที่แตกต่างออกไป....
การวิเคราะห์อย่างกว้างๆ....จะเห็นได้ว่าการก่อรูปการทางวัตถุใดๆในทางสังคมก็เป็นไปตามทิศทางแห่งการก่อรูปการนั้นๆ.....ทิศทางแห่งการพัฒนาไป และทิศทางแห่งการเสื่อมสลาย....หรือทิศทางแห่งการเพิ่มขึ้นของขอบเขต..ขนาด..ความเร็ว..และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม....และทิศทางของการลดขอบเขต...ขนาด...ความเร็ว...และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม..
สังคม...ณ.เวลาปัจจุบันใดๆ....ล้วนเป็นการก่อรูปการขึ้นใหม่...ภายใต้การแสวงหาดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....โดยมีร่องรอยแห่งรูปการของอดีต(ประวัติศาสตร์,มรดกวัฒนธรรม,ประเพณี.ความเชื่อฯลฯ)...รูปการปัจจุบันแห่งสังคม(ปฏิบัติการต่างๆในปัจจุบัน)...และร่องรอยแห่งอนาคต(อุดมคติ,อุดมการณ์,จุดมุ่งหมาย,ทฤษฎี,วิทยาการและนวัตกรรม ฯลฯ )....ก่อรูปการใหม่เป็นทิศทางแห่งสังคมปัจจุบันที่กำลังก้าวไป....
ร่องรอยแห่งอดีต...มีบทบาทสูงมากในการก่อรูปการทางสังคม...และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของสังคมนั้นๆ....
สงครามก็คือตัวอย่างที่เด่นชัดแห่งการรุกรานทางวัฒนธรรมในทางสังคม....สงครามใดๆล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพในทางวัฒนธรรมของสังคมอันเนื่องจากอัตตาแห่งกลุ่มคนในสังคม....
วัฒนธรรมก็คือรากฐานแบบวิธีประพฤติปฏิบัติใดๆ...ของคนในสังคม...
อันก่อเกิดจาก...ร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต....
และก่อรูปการขึ้นใหม่ตามหลักการทางฟิสิกส์.....ที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ภายใต้กระบวนแห่งการพัฒนา....
แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคม
เป็นแบบวิธีการการทำความเข้าใจในสัมพันธภาพของกระบวนการต่างๆทางสังคม...เพื่อทำความเข้าใจในการนำมาประยุกต์ใช้.....
ในการประยุกต์เพื่อวิเคราะห์...คาดหมาย...พยากรณ์แนวโน้มหรือการสร้างแบบจำลองแห่งการพัฒนา....การปรับปรุงการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆการปรับปรุงองค์กรต่างๆทางสังคม...ล้วนแล้วมีเรื่องหลักที่จะต้องวิเคราะห์......ก็คือการทำความเข้าใจในเรื่อง....ทิศทาง.....กล่าวคือ...ทิศทางใหญ่...ทิศทางเล็ก....และทิศทางย่อยๆลงที่กำกับการปฏิบัติในแต่ละระยะ....
จุดมุ่งหมาย...อุดมคติ...อุดมการณ์...แนวทาง...นโยบาย....เข็มมุ่ง...หนทาง...ยุทธศาสตร์...ยุทธวิธี...กลยุทธ์...มาตรการ....ฯลฯ....ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นการกำหนดทิศทางแห่งองค์รวมแต่ละองค์รวมจะต้องเดินไปภายใต้การคาดหมายและการกำหนดแบบวิธีปฏิบัติในทางสังคม...หรือกระบวนแห่งการสร้างร่องรอยเพื่อดำเนินไปสู่อนาคต.....
จากเซลล์เดียวของไข่ที่ได้รับการผสมและพัฒนามาเป็นมนุษย์....สัตว์ที่เติบโตมาจากเซลล์เดียวเผ่าพันธุ์นี้....ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคที่ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆภายยังมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม...และมีการก่อรูปการทางสังคมขึ้นไม่ต่างจากโมเลกุลของอนุภาค.....
ลักษณะสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดระบบสังคม...ก็คือระบบองค์รวมของสิ่งต่างๆในธรรมชาติมีพัฒนาการไปบนพื้นฐานแห่งการปรับดุลยภาพตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการดำรงอยู่และเกิดการเคลื่อนที่ไป....ภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ที่มีการแปรเปลี่ยนไปเช่นกันตลอดเวลา
โมเลกุลทางสังคม...หรือระบบความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสังคมมนุษย์...มีระบบแห่งการสื่อสาร...ระบบเศรษฐกิจ...การเมือง...และระบบทางสังคมต่างๆ..เป็นส่วนเชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพันธะทางฟิสิกส์เคมีต่างๆที่เชื่อมอนุภาคเป็นโครงสร้างโมเลกุล.......
ในการวิเคราะห์เพื่อหาทิศทางที่จะก่อให้เกิดทางเลือกที่ดีที่สุดกับการก่อรูปการทางสังคม...มีหัวข้อที่ต้องวิเคราะห์หลักๆดังนี้...
1.การวิเคราะห์ทิศทาง ....ได้แก่ทิศทางหลัก...ทิศทางย่อยๆ...ทิศทางเลือกต่างๆ...เป็นต้น อันประกอบไปด้วยการวิเคราะห์
-ร่องรอยแห่งอดีต...อันเป็นส่วนที่จะบ่งบอกถึงทิศทาง
-ร่องรอยแห่งอนาคต....อันบ่งบอกถึงทิศทางและแนวโน้ม
-แบบวิธีปฏิบัติในปัจจุบัน.....อันบ่งบอกถึงข้อแห่งการกระทำปัจจุบัน
-ศักย์ที่ดำรงอยู่......ได้แก่ค่าแห่งศักยภาพทางกายภาพทางสังคม และศักยภาพทางปัญญา,จิตวิญญาณทางสังคมนั้นๆ...อันก่อเกิดระบบแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพนั้นๆ...การประเมินคุณค่า...การเปรียบเทียบต่างๆ.....สัมพันธภาพต่างๆ...เป็นต้น
-ลักษณะของความสัมพันธ์และระบบ....เช่นระบบสื่อสาร...
-การเปลี่ยนแปลงและทิศทางภายใต้การเคลื่อนที่
-มิติของเงา,มิติวงแหวน,มิติการทับซ้อน(พหุภาพกายภาพ),มิติการทับซ้อนเวลา(พหุภาพเวลา)และมิติองค์รวมพหุภาพ(องค์รวมทางกายภาพและจิตวิญญาณทางสังคม)
2.หลักการทั่วไปทางฟิสิกส์ของการเปลี่ยนแปลง
( ดังได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้ว...เช่นพลังงานความเร็วของระบบ..หรือศักยภาพต่างๆที่ดำรงอยู่ในทางสังคมอันเป็นเงื่อนไขการก่อรูปการทางวัตถุในระบบ )
3.การประยุกต์ หรือการเลือกทิศทาง
เช่น...การสร้างองค์ความรู้ใหม่ใดๆ....ก็ต้องคำนึงถึงทิศทางอันก่อให้เกิดการพัฒนาสูงขึ้นของระบบที่สอดคล้องกับการพัฒนาไปของภายนอก...และองค์ความรู้ใดๆล้วนประกอบไปด้วย ร่องรอยอดีตหรือประวัติศาสตร์(ที่เก็บรับบทเรียน),ร่องรอยการกระทำปัจจุบัน(การลงมือทดลองปฏิบัติเพื่อหาข้อสรุป)และร่องรอยแห่งอนาคต(การสร้างสรรค์,การรังสรรค์,ทฤษฎี,จินตนาการ,นโยบายมาตรการทุกชนิดเป็นต้น)....
ศักยภาพแห่งทุน
หากจะกล่าวถึงทิศทางหลักแห่งการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้ว....ทิศทางหลักๆก็คือทิศทางแห่งความรัก....อันเป็นการก่อรูปการพันธะที่เชื่อมโยงมนุษย์กับมนุษย์ในสังคม
หากปราศจากความรักที่มนุษย์มีต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากตนเองแล้ว....
การก่อรูปการทางสังคมคงไม่เกิดขึ้น....
จากความรัก...ระหว่างเพศ...สู่ครอบครัว....ชุมชน...สังคม..
ทิศทางแห่งความรักจึงเป็นการก่อรูปการแห่งพันธะที่เชื่อมเป็นโมเลกุลมนุษย์...
ความเข้มแข็ง...แข็งแกร่งขึ้นกับความเหนียวแน่นแห่งพันธะเหล่านี้อันก่อเกิดรูปการการเรียงตัวหรือบนพื้นฐานแห่งการเกาะเกี่ยวกันด้วยความรัก...ความสมานฉันท์...ความเสมอภาค...
ที่โมเลกุลในระดับต่างๆ...เกี่ยวร้อยเป็นองค์เอกภาพเดียวกัน...
เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดมา....สิ่งที่ดำรงอยู่ ณ.เวลาปัจจุบันในการวิเคราะห์...ก็คือ..
ศักยภาพทางกายภาพ....และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ
ระบบแห่งการประเมินคุณค่าศักยภาพเหล่านี้....เป็นผลมาจากร่องรอยอดีต...ปัจจุบัน..และร่องรอยแห่งอนาคต อันประกอบเป็นรูปการจิตสำนึกต่างๆในทางสังคม...
ระบบการจัดการในทางสังคมใดๆ....เช่นระบบการเมือง...ระบบเศรษฐกิจ...ระบบทางสังคม...วัฒนธรรม...เป็นต้น ต่างล้วนพัฒนามาจาก....การก่อรูปการของกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุน....
หากเราใช้แบบจำลองในการวิเคราะห์ในแบบเศรษฐศาสตร์การเมือง....เพื่อทำการวิเคราะห์แบบแยกส่วน.....อันมีข้อสรุปพื้นฐานว่า...
โครงสร้างชั้นบนและรูปการจิตสำนึกทางสังคมต่างๆ....ก่อเกิดจากรากฐานทางเศรษฐกิจอันเป็นรากฐานแห่งการก่อเกิดขึ้นของโครงสร้างชั้นบน...
และเมื่อแยกย่อยลงไป...ถึงกระบวนการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ....เราก็จะพบว่า...หน่วยย่อยพื้นฐานก็คือคน...
คน...ซึ่งก่อกำเนิดมาด้วยพื้นฐานที่แตกต่างกันและไม่มีใครเหมือนกันเลยทั้งโลกใบนี้....
หากมององค์รวมกว้างๆในระดับโมเลกุลหรือสังคมมนุษย์.....ก็จะเห็นลักษณะร่วมที่เหมือนกัน...
แต่เมื่อแยกย่อย...สู่ระดับอนุภาคหรือระดับมนุษย์แต่ละคน...
แต่ละคน....มีการดำรงอยู่แห่งศักยภาพทางกายภาพ...และศักยภาพทางปัญญา...ไม่เท่ากัน..
เมื่อวิเคราะห์ในการก่อรูปการทางเศรษฐกิจ...อันมีการแลกเปลี่ยนของคนในสังคมภายใต้อันตรกิริยาต่างๆ...
ศักยภาพที่ก่อเกิดทุน...ของแต่ละคนที่แตกต่างกันตามรูปการจิตสำนึกแห่งระบบคุณค่าทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป....
ศักยภาพทุนทางกายภาพ...และศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ...ที่ประกอบเป็นองค์รวมทางกายภาพแห่งทุน...ของแต่ละคน...แต่ละชุมชน...แต่ละสังคม...
ความแตกต่างเหล่านี้....ล้วนเกิดขึ้นจาก...ดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่ของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุน...
รูปการแห่งกระบวนการใช้อำนาจในการจัดการในการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนเหล่านี้....ก็คือรูปการแห่งระบบการปกครองของสังคมนั้นๆ....
ระบบแห่งการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนที่ดำเนินไป...ในทิศทางหลัก 2 ทิศทาง..
ทิศทางแห่งความรัก....ของมนุษย์ต่อสรรพสิ่ง...
และทิศทางแห่งการสั่งสมเพื่อตัวตน....
การขาดดุลยภาพอันเกิดจากการเบี่ยงเบนทิศทางการพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุน...
เป็นไปทั้งในรูปแบบที่เจตนา....และรูปแบบที่ไม่เจตนา....
ก่อเกิดการสูญเสียประสิทธิภาพสูงสุดแห่งการพัฒนาศักยภาพทุนขององค์รวม...
ก่อเกิด...การแตกแยก..ความไม่เสมอภาคให้กับคนในสังคม...
รวมไปถึง...ความเสมอภาคแบบกลไกและเสรีภาพแบบกลไก....อันเป็นเพียงรูปแบบที่เอื้อประโยชน์เพียงบางกลุ่มที่ควบคุมกลไกกลางเหล่านี้....และทิศทางแห่งความเสมอภาคแบบกลไก...จุดหมายปลายทางก็คือการแตกแยก...และแรงต้านทานต่างๆจากคนในสังคมที่มีต่อเนื่องไปตลอด....
ทิศทางที่ถูกต้องของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน...
ก็คือ...ทิศทางแห่งความรัก...ทิศทางแห่งสันติภาพ...
อันเป็นทิศทางแห่งการนำใช้ศักยภาพทุนที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ...และต่อสรรพสิ่งที่แวดล้อมภายนอก...
ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมแห่งโลกใบนี้....
การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อยลงไปถึงหน่วยพื้นฐานทางสังคม....ซึ่งก็คือคน...และคนซึ่งประกอบไปด้วย ศักยภาพทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมของคน
ในการวิเคราะห์ที่แยกส่วนเป็นสาขาวิชาต่างๆ....ในทางเศรษฐศาสตร์ คือการวิเคราะห์เรื่องของ ทุน..อันเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ....ในสาขารัฐศาสตร์ จะวิเคราะห์ถึง โครงสร้างการใช้อำนาจเป็นหลัก...และรวมถึงความสัมพันธ์แห่งอำนาจต่างๆในทางสังคม...
ปัจจุบัน...จากตัวอย่างการพัฒนาทางสังคมมนุษย์นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่า....การพัฒนาทางสังคมล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางรากฐานทางเศรษฐกิจ....การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการผลิต....เทคโนโลยีการสื่อสาร...เป็นต้น..อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างชั้นบน...
ในอดีต...แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการพัฒนาสังคมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง...อาจจะจำแนกเป็น2ค่ายใหญ่...คือ เสรีนิยม และสังคมนิยม
ในกรอบแนวคิดของค่ายสังคมนิยม ในแนวคิดทางเศรษฐกิจ จะยึดหลักทฤษฎี ของมาร์กซ เป็นหลัก....อันมีข้อจำกัดในแบบการวิเคราะห์ที่เป็นไปแบบทวิลักษณะแบบกลไก
ทุน...และมูลค่า ...ในทัศนะของค่ายนี้...จะมองว่า ก่อขึ้นเมื่อมนุษย์ใช้แรงงาน...และมีทัศนะที่เชื่อว่ามีแต่ชนชั้นแรงงานเท่านั้นจึงจะมีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์....อีกทั้งยังพยากรณ์ว่าระบอบทุนนิยมเป็นระบอบที่ล้าหลัง....จะต้องพินาศในที่สุด...
กรอบคิด...ก็มาจากแนวคิดแบบวิวัฒนาการที่เชื่อว่า...การพัฒนาของสังคม...ปรับเปลี่ยนจากระบอบที่เรียกว่าทุนนิยม...ไปสู่สังคมนิยม...และจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการสูญสลายรัฐ...
ในขณะที่กรอบแนวคิดของค่ายเสรีนิยม....ก็เสนอแนวคิดอันเป็นเสรีนิยมแบบกลไก...หรือเป็นเพียงรูปแบบเป็นเพียงรูปธรรมในทางลายลักษณ์อักษร แต่ในทางการปฏิบัติผู้ที่ได้เปรียบทางศักยภาพและการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพทุน....ล้วนเป็นผู้ที่มีเสรี......
ปัจจุบัน....เราจะเห็นว่า เพียงแค่ทารกแรกเกิด....เป็นเพศไหน...ก็จะมีศักยภาพทุนทางกายภาพแตกต่างกันไปตามคุณค่าที่เกิดขึ้นในทางสังคมนั้นๆ....เช่นในเมืองจีน...เพศชายมีคุณค่าทางศักยภาพทางกายภาพ อันเกิดจากอันตรกิริยาระหว่างทารก กับคุณค่าทางสังคมนั้นๆ ....
แค่แรงงาน...ที่เด็กร้องหลังคลอดตามสัญชาติญาณเพื่อความอยู่รอด....ให้ปอดทำงานหลังออกมาสู่โลกที่มีอากาศ....จากที่อยู่ในน้ำคร่ำ...
แรงงานเป็นตัวกำหนดมูลค่า...จริงหรือ...?!! หากจะวิเคราะห์แบบแยกย่อยไปถึงหน่วยมูลฐาน...
ปัจจุบัน...สังคมมนุษย์ พัฒนาก้าวไกลไปสู่อีกระดับของความสัมพันธ์...อันมีความสัมพันธ์ในหลายระบบความสัมพันธ์ทางสังคม...เมื่อวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง...เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของรัฐ จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์ดังนี้
-ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติ
-ความสัมพันธ์ขององค์กรไร้รัฐ(องค์กรเสมือนแห่งรัฐ)
-ความสัมพันธ์เครือข่ายแห่งรัฐชาติ
-ความสัมพันธ์ของเครือข่ายองค์กรเสมือนแห่งรัฐ
ปัจจุบัน องค์กรเสมือนแห่งรัฐ...หรือองค์กรไร้รัฐ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของรัฐชาติต่างๆในโลก...เช่น บรรษัทข้ามชาติ...องค์กรเอกชนต่างๆ...กลุ่มทุนในระดับต่างๆภายในรัฐชาติ เป็นต้น
แนวทาง...นโยบาย...ทิศทางการพัฒนาของรัฐชาติต่างๆล้วนอยู่บนพื้นฐาน การสนองตอบต่อการพัฒนา การขยายตัว ขององค์กรเหล่านี้....
รัฐชาติ...ในฐานะบทบาทที่เป็นกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนของประชาชนและประชาชาติให้ก่อเกิดดุลยภาพ....จึงเป็นเพียงอุดมการณ์...อุดมคติ....
กรอบแนวคิด...ทฤษฎี...ทิศทาง...แนวทาง...แนวนโยบายแห่งรัฐชาติใดๆ...ล้วนอยู่บนพื้นฐานหลักการพัฒนาทุนบนพื้นฐานกรอบแห่งลัทธิบริโภคนิยม...
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์...เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างแรงงานสำรองให้กับองค์กรเหล่านี้...และแต่ละรัฐชาติ...ต่างล้วนแก้ไขกฎระเบียบทางสังคมเพื่อดึงดูดเงินทุนจากองค์กรเหล่านี้ให้มาลงทุนในประเทศ...ซึ่งแต่ละรัฐชาติต่างล้วนแข่งขันกัน...
อุดมคติ....ที่เคยมีต้องเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก.....
เศรษฐศาสตร์แห่งความสุข...การเมืองเพื่อความสุข..มีหรือไม่..??
คำตอบก็คือ...มี....แต่ไม่ทำ..!!! เลือกได้...แต่ไม่เลือก..!!
เมื่อ..องค์กรเสมือนของรัฐ...ต่างล้วนอิงแอบแนบชิดกับผู้กุมอำนาจแห่งรัฐชาติต่างๆ...และเป็นเสมือนจิตวิญญาณ ของผู้กุมกลไกอำนาจรัฐเหล่านี้....
เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ แห่งประชาชาติ ก็เป็นเพียง ลมปากจากนักสิทธิมนุษยชนจอมปลอมเหล่านี้....
การก่อรูปการทางสังคม หรือการก่อรูปการทางวัตถุของกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งภายนอก...
วัตถุ...ในความหมายในที่นี้หมายถึง....รูปการที่เกิดขึ้นของสิ่งต่างๆกระบวนการต่างๆความสัมพันธ์ต่างๆ...อันสามารถตรวจวัดได้ถึงความแตกต่างจากสิ่งอื่น...
รูปการทางวัตถุที่เกิดขึ้นใดๆ...ล้วนมีหลักการพื้นฐานแห่งการก่อรูปการในทางฟิสิกส์....อันได้แก่
พลังงาน...ที่ดำรงอยู่ในระบบนั้นๆที่เป็นผลจากอันตรกิริยากับสิ่งต่างๆ
ศักยภาพทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ในมนุษย์ และในทางสังคมแต่ละสังคม...ก็คือการดำรงอยู่แห่งพลังงานในการก่อรูปการทางวัตถุนั้นๆ...
เช่นในรูปแบบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์...ก็ได้แก่ระบบทุน....ศักยภาพแห่งทุนที่ดำรงรงอยู่ของมนุษย์ และของสังคม....ในทางรัฐศาสตร์ ได้แก่ระบบการเมืองการปกครองต่างๆ....ในรูปการจิตสำนึกต่างๆก็ได้แก่...วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่ดำรงอยู่ภายใต้การสั่งสมมายาวนานในทางประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนาของมนุษยชาติ...
นอกจากจะตรวจวัดในความแตกต่างของระบบพลังงานที่ดำรงอยู่รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพ....
การเปลี่ยนแปลงของระบบสังคม....ยังมีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นไปตามหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์อีกประการหนึ่งกล่าวคือ...เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนไปของระดับพลังงานทางสังคมที่ดำรงอยู่ในสังคมนั้น
การเปลี่ยนแปลงในทางสังคม ที่มีวิวัฒนาการระบบการผลิตในทางสังคมและการพัฒนารูปการจิตสำนึก จากสังคมบรรพกาล สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม(สังคมที่มีความเข้มข้นแห่งการผูกขาดการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน) และสู่ยุคปัจจุบัน สังคมบริโภคนิยม(สังคมการบริโภคแบบเสมือน)ล้วนแล้วเป็นการเปลี่ยนไปแห่งระดับของศักย์ ทางกายภาพ และระดับศักย์ทางปัญญา-จิตวิญญาณ ที่สังคมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงไป
การประเมินศักยภาพทางกายภาพและศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ในสังคม อันประกอบเป็นองค์รวมทางสังคมหนึ่งสังคมใด....ล้วนเป็นไปอย่างมีการเปรียบเทียบ...หรือสัมพัทธ์
คุณค่า ที่ตรวจวัด ย่อมตรวจวัดได้จากขอบเขตุความสัมพันธ์ที่กว้างขวางขึ้น หรือมีขอบเขตุแห่งการขยายออกไปจากตัวตนกว้างขวางขึ้น....
ระบบคุณค่าทางสังคมใด...ที่มีกรอบกระบวนทัศน์อันขยายกว้างขวางขึ้นไปสู่การรับรู้แห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสรรพสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน...ย่อมเป็นระบบที่มีทิศทางแห่งการยกระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น...เมื่อเปรียบเทียบกับจุดเริ่มต้นแห่งการก่อรูปการทางสังคมมนุษย์และมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ......
ระบบที่ก่อให้มนุษย์ในสังคมนั้นๆ....ดำรงชีวิตได้ด้วยความมีเสรี....แห่งดุลยภาพทางกายภาพและทางปัญญา....บนพื้นฐานแห่งความสุขที่ได้รับในกระบวนการทางสังคมนั้นๆพร้อมๆไปกับสังคมภายนอก.....
ระบบสังคมที่ว่านี้....ย่อมเป็นสังคมที่มีขนาดและปริมาณของพลังงานที่สูงกว่าสังคมที่พัฒนาไปไม่ถึงขั้นนี้....
สังคมบางสังคม...แม้ว่าทางกายภาพจะพัฒนาสูงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย...แต่มนุษย์ในสังคมก็ยังขาดเสรี....หมายถึงเสรีที่จะดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข...
เมื่อกล่าวโดยองค์รวมแห่งสังคมแล้ว....สิ่งที่จะชี้วัดระดับขนาดปริมาณและคุณภาพของพลังงานแห่งระบบสังคมนั้นย่อมต้องประกอบไปด้วย องค์รวมศักยภาพที่ดำรงอยู่ทางกายภาพและทางจิตวิญญาณแห่งสังคมนั้นๆ
เราไม่อาจกล่าวได้ว่า....สังคมโจร..ที่อาศัยการปล้นฆ่า และผลิตเทคโนโลยีแห่งการเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยความทันสมัย....เป็นสังคมที่มีระบบพลังงานสูง.....เมื่อเรามองแบบองค์รวมถึงระดับการพัฒนาทางด้านจิตใจ....หรือจิตสำนึกในสังคม...
การก่อรูปการทางสังคมแบบโจร...ก็เกิดจากทิศทางที่บิดเบี้ยวแห่งการก่อรูปการทางสังคมนั้น...
นอกจากนี้...หลักการทั่วไปในทางฟิสิกส์แห่งการก่อรูปการทางวัตถุใดๆ...ยังมีประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือ...
รูปการทางวัตถุแห่งระบบปัจจุบันใดๆ....เป็นการก่อรูปการขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น...ณ.เวลาอ้างอิงปัจจุบัน....
การเกิดรูปการใหม่ในปัจจุบัน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรูปการของอดีต...
หากแต่ว่าบทบาทของอดีต....มีส่วนสำคัญต่อทิศทางแห่งการพัฒนาไป ณ.เวลาปัจจุบัน...
ดังนั้น....รูปการแห่งการพัฒนาไปในปัจจุบันของสังคม...จึงประกอบไปด้วย
ทิศทางของร่องรอยแห่งอดีต....ทิศทางแห่งการกระทำการปฏิบัติทางสังคมแห่งปัจจุบัน...และรวมไปถึง ทิศทางแห่งความไฝ่ฝันหรือร่องรอยแห่งอนาคต....
ประกอบกันขึ้น...เป็นองค์รวมแห่งกระบวนทัศน์ของคนส่วนใหญ่ในทางสังคมปัจจุบัน...
การวิเคราะห์แบบองค์รวมในทางสังคม
การวิเคราะห์แบบองค์รวมในทางสังคม
................................
การคิดใหม่ต่อหลักการ
และแนวคิดทั่วไปในการวิเคราะห์:
หลักการพื้นฐานโดยทั่วไปในกระบวนการรับรู้ในการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ต่างจากปิระมิดที่มียอดแหลมตั้งบนพื้น....ถ้าเปรียบพื้นดินเหมือนความรับรู้อันกว้างใหญ่ไพศาลในจักรวาล....โดยมีปลายแหลมของยอดปิระมิดที่เป็นบริเวณที่มนุษย์ทำความเข้าใจต่อโลกและสรุปเป็นหลักการ
.....เมื่อมีการต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆขององค์ความรู้....ฐานที่เล็กแต่ส่วนบนมีการแตกแขนงไปไม่สิ้นสุด....ย่อมล่องลอยอยู่บนฟ้าและในที่สุดก็ล้มลงสัมผัสความเป็นจริงยังพื้นดิน.....และสร้างพื้นฐานใหม่....
......นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า...ทำไมจึงต้องมีการคิดใหม่ในเรื่องหลักการ...ก็เพื่อหารากฐานที่ถูกต้องในการต่อยอด....
หลักพื้นฐานในการคิด....ที่มีหลายรูปแบบเช่น...
แบบแยกส่วนย่อย
แบบการสรุปรวบยอด
แบบบูรณาการ
ในแบบบูรณาการจะเห็นว่ามีฐานของปิระมิดหลายๆปิระมิดแห่งสหวิชาหลายๆสาขาที่เอาปลายแหลมตั้งไว้หลายๆบนดินแดนแห่งความรู้อันเป็นรากฐานการต่อยอดขึ้นไป....จากหลายๆฐานที่เกี่ยวโยงกัน...
หากแต่ว่า....กระบวนทัศน์แบบองค์รวม( holistic paradigm )ที่นำเสนอนี้เป็นแบบวิธีคิดอีกแบบ....ที่ขยายกรอบอ้างอิงให้กว้างขึ้น...เช่นกรอบมิติ...ในการอ้างอิง..
โดยสรุปเป็นกรอบกว้างๆเรียกว่า....มิติแห่งองค์รวมพหุภาพ..
องค์รวมพหุภาพ.....หมายถึงองค์รวมอันประกอบเป็นเอกเทศของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในการตรวจวัด....และสัมพันธ์กับสิ่งที่ตรวจวัด....
การวิเคราะห์ทุนอันเป็นหน่วยพื้นฐานหนึ่งในทางเศรษฐกิจการเมืองเช่นกัน...มีรากฐานในการวิเคราะห์ดังได้กล่าวมาแล้ว...คือ....
การวิเคราะห์บนรากฐานทฤษฎีแบบเสรีนิยม
การวิเคราะห์บนรากฐานทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์
และการวิเคราะห์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบองค์รวม....
ผู้เขียนจะเน้นหนักเฉพาะทุน...แห่งระบอบธรรมาธิปไตย....เช่นระบบทุนแบบ ethical capital อันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ ของโครงสร้างชั้นบนในระบอบรัฐแห่งธรรมาธิปไตย
Ethical capital หรือทุนแบบมีศีลธรรม ( ทุนในอุดมคติของระบบที่กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุนเกิดดุลยภาพ) ซึ่งมีความหมายครอบคลุมที่กว้างขวาง....อันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆที่เป็นศักยภาพแห่งทุนที่ดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ.....รวมถึงศาสนา....ความเชื่อทางจิตวิญญาณต่างๆของผู้คน....
รวมไปถึงจุดอ่อนต่างๆของระบอบทุนภายใต้กรอบกลไกแลกเปลี่ยนแบบเสรีนิยม....และแบบสังคมนิยม...
ทุน...หน่วยย่อยพื้นฐานเศรษฐกิจ-การเมือง
ระบอบเศรษฐกิจการเมืองใดๆล้วนแล้วมิอาจแยกออกจากการพัฒนาไปของระบอบทุนในโลก....
ทุน อันถือเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานหนึ่งในทางเศรษฐกิจและการเมืองในสังคม....และเป็นรากฐานสำคัญต่อความสัมพันธ์ต่างๆของผู้คนในสังคมที่ก่อเกิดรูปการจิตสำนึกต่างๆ
การทำความเข้าใจในการพัฒนาไปของทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงไปของสังคม...วัฒนธรรม...การเมือง...ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ไปของทุน...
นิยามของทุน...มีผู้ให้คำอธิบายไว้หลายมุมมอง...ในทฤษฎีของฝ่ายสังคมนิยม...ได้ให้คำอธิบายว่า....
ทุน...เกิดจากแรงงาน....และผลจากแรงงานได้สร้างมูลค่าส่วนเกิน....และจากการสะสมทุนที่เกิดจากแรงงานส่วนเกิน ก่อให้เกิดชนชั้นใหม่คือชนชั้นนายทุน...ที่มีอำนาจผูกขาดควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆ.....จึงก่อให้เกิดทฤษฎีแห่งการต่อสู้ทางชนชั้น...และก่อเกิดรัฐแห่งสังคมนิยมขึ้น.....
ขณะที่อีกแนวคิดหนึ่ง...ยึดถือความมีเสรีภาพแห่งทุน....และก่อให้เกิดความมั่งคั่งและใหญ่โตของทุนที่เป็นปัจเจกชนขนาดใหญ่ขึ้น...จนไปสู่การข้ามชาติและไร้รัฐ...
ในแนวคิดที่นำเสนอ...จะพิจารณาทุนในอีกแง่มุมหนึ่ง...เพื่อนำเสนอว่าทุนแห่งรัฐธรรมาธิปไตย....เกิดขึ้นได้อย่างไร...
รัฐแห่งธรรมาธิปไตย ก็คือรัฐที่มีกระบวนการจัดความสัมพันธ์ของระบอบทุนอย่างมีดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....
การกำเนิดของทุน....และกลไกแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
มนุษย์ ทุกคนที่เกิดมาบนโลก...ต่างล้วนมีความแตกต่างกัน...ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เกิดมาเหมือนกันทุกประการแม้แต่เด็กฝาแฝดก็ตาม....
ความแตกต่างเหล่านี้...แยกเป็นความแตกต่างทางศักยภาพทางกายภาพ...และความแตกต่างทางศักยภาพทางปัญญารวมถึงจิตวิญญาณ...
องค์รวมของศักยภาพเหล่านี้ ที่ประกอบเป็นมนุษย์ผู้นั้น ที่มีความแตกต่างจากผู้อื่น....เมื่อมนุษย์มีการอยู่กันเป็นสังคม....จึงก่อให้เกิดกระบวนแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นที่มีศักย์สะสมไว้แตกต่างกัน....
จึงมีการเกิดขึ้นของ....กลไกแห่งการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของทุน....
เช่น...ระบบการประเมินคุณค่าของศักยภาพที่มีอยู่....ระบบแลกเปลี่ยนศักยภาพ...
ในยุคบรรพกาล....ก็ย่อมมีการประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันไป....ศักยภาพที่ได้เปรียบทางกายภาพบางครั้งอาจถูกประเมินว่ามีคุณค่าที่สูงกว่า...
เมื่อกลไกแห่งการแลกเปลี่ยนไร้ซึ่งดุลยภาพ.....ภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนไป....รวมไปถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและลดลงของผู้คนเมื่อมีการเปรียบเทียบอย่างสัมพัทธ์.....
การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น......จากการขาดดุลยภาพในการแลกเปลี่ยนเหล่านั้น......
ภายใต้การวิเคราะห์หากฎเกณท์...จากเฉพาะสู่ทั่วไป.....
เราจะเห็นได้ว่ารูปธรรมต่างๆที่เพื่อนๆในบล็อกได้แสดงออกมาเป็นตัวอักษรในการสื่อถึงอารมณ์อันก่อเกิดสุนทรียภาพความงามความรัก....อันได้แก่....รูปการของความผูกพันต่างๆ....ความใกล้ชิดในรูปแบบต่างๆเช่นอารมณ์ความรู้สึกที่มีความคล้ายคลึงกัน..หรือการมีลักษณะร่วมกัน....มิตรภาพ...ความประทับใจต่างๆ....เป็นต้น
จากการวิเคราะห์เราจะเห็นได้ว่า....การก่อรูปการทางวัตถุหรืออารมณ์บนโลกแห่งความคิดหรือจิตใจ...รูปการทางวัตถุที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดขึ้นโดยมีการประกอบกันขึ้นมาใหม่จากอารมณ์ต่างๆในอดีต...ปัจจุบัน...และความไฝ่ฝันหรืออนาคต....เป็นรูปการใหม่ที่เกิดขึ้นของอารมณ์แห่งสุนทรียภาพความงามความรัก....การเกิดขึ้นของรูปการทางวัตถุบนระบบความคิดหรืออารมณ์.....เป็นการก่อรูปการในลักษณะของกระบวนการหลอมรวม....หรือกระบวนการฟิวชั่นโดยมีทิศทางแห่งการพัฒนาที่สูงขึ้น...
ในทางตรงข้าม....การก่อรูปการทางวัตถุที่มีทิศทางตรงข้ามเป็นการเกิดจากกระบวนการลดลงของพลังงานองค์รวมระบบและเป็นกระบวนการแยกย่อยลงขององค์รวมหรือกระบวนการฟิชชั่น....
นั่นคือ เราพอจะสรุปหลักการเบื้องต้นทั่วไปดังกล่าว....คือ...กระบวนทางด้านความคิดหรือจิตใจซึ่งเป็นกระบวนการก่อรูปการทางวัตถุของระบบที่มีความเร็วสูงกว่าระบบการก่อรูปการทางกายภาพ....การก่อรูปการของระบบความคิดที่มีทิศทางการพัฒนาสูงขึ้นของจิตใจหรือ...รูปการแห่งความรักที่ออกไปจากตัวตน...การก่อรูปการใหม่ที่สูงขึ้นเป็นผลจากการหลอมรวมของพลังงานทั้งระบบของกรอบการวิเคราะห์......
มนุษย์...สามารถที่จะพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพเพื่อสร้างเงื่อนไขแห่งการก่อรูปการในทิศทางที่ดีงามได้....
การก่อรูปการแห่งความเชื่อ...ทางศาสนาก็เช่นกัน...
มนุษย์เมื่อ 2-3 พันปีที่แล้ว...ได้คำอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆในรูปของความเชื่อทางศาสนา...โดยมีการอธิบายในเชิงสัญญลักษณ์เปรียบเทียบ
ในความหมายถึง...พลังงานต่างๆที่ดำรงอยู่ในทางธรรมชาติที่มนุษย์สัมผัสได้ด้วยจิตใจและจิตวิญญาณแต่ละคน....และได้ให้ความหมายในเชิงสัญญลักษณ์อันหมายถึงพระเจ้า...
เช่นเดียวกันกับการอธิบายในทางฟิสิกส์ปัจจุบัน...เราทราบว่ามีพลังงานดำรงอยู่ในจักรวาล..
ในพระคัมภีร์ศาสนา...ที่มีบันทึกมาหลายพันปีจากอดีต...พระเจ้าย่อมหมายถึงพลังงานที่ดำรงอยู่ที่มนุษย์สัมผัสได้.....
แบบวิธีการสัมผัสกับพลังงานในจักรวาลในการทำความเข้าใจทางฟิสิกส์เช่นการทดลองต่างๆ.......ในแบบวิธีทางศาสนาจะเป็นแบบพิธีกรรมเป็นรูปแบบหลักในการปฏิบัติ...
พิธีกรรมต่างๆ....อันเป็นกระบวนแห่งการก่อรูปการทางจิตหรือการปฏิบัติการทางจิต...หรือกระบวนการฟิวชั่นทางจิตเพื่อหลอมรวมให้จิตใจของแต่ละคนเกิดคุณสมบัติพิเศษขึ้น....อันเกิดจากพลังงานแห่งกระบวนการฟิวชั่นในทางจิต....
อันได้แก่...การอธิษฐาน การอ่านทำความเข้าใจพระคัมภีร์ การนมัสการ หรือกระบวนการที่ในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการยึดมั่นหรือติดสนิทกับพระเจ้า...ความศรัทธา ความยึดมั่น ความยำเกรงต่างๆล้วนเป็นกระบวนการที่ก่อรูปการแห่งความเชื่อมั่นในระบบจิตใจอันก่อเกิดพลังงานและความมีสมาธิ....ความสงบนิ่ง....ความปิติ...ความสงบเยือกเย็นในจิตใจ.....ให้เกิดการหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลังงานต่างๆเหล่านั้น....
อันเป็นผลให้กระบวนการทางจิตคนๆนั้นก่อเกิดอันตรกิริยากับพลังงานที่ดำรงอยู่ในการก่อเกิดรูปการทางจิตที่มีพลังงานของระบบสูงขึ้น...
ตัวอย่างเช่น...ในพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์
ยากอบ 1:5 “ ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวง ด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ ”
จะเห็นได้ว่า การสัมผัสในกระบวนการทางจิตของคนในยุคนั้นและมีการบันทึกไว้
หมายความว่าพลังงานที่ดำรงอยู่ในจักรวาล อันไม่จำกัดต่อผู้หนึ่งผู้ใด....หรือสัจจธรรมใดๆที่ดำรงอยู่...การก่อรูปการใดๆอยู่ที่คุณภาพในกระบวนการทางจิตของแต่ละคนที่จะนำเอาพลังงานที่ดำรงอยู่มาก่อรูปการให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้อย่างไรเท่านั้น...หรือในการทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นไปเหล่านั้นในธรรมชาติ
พระเจ้า...ก็เช่นเดียวกับ...นิพพาน ของพุทธศาสนา.....อันเป็นการดำรงอยู่ของพลังงานในธรรมชาติไม่เอนเอียงหรือมีอคติต่อผู้ใด...
เพราะเป็นสภาวะที่กระบวนการทางจิตนั้นๆไม่สามารถก่อรูปการด้วยตนเองหรือเกิดการดับสูญแล้วซึ่งกิเลสต่างๆ....
แต่พลังงานเหล่านั้นยังดำรงอยู่เป็นบ่อเกิดแห่งการก่อรูปการต่างๆ.....ตามร่องรอยของสิ่งต่างๆ....หรือตามแต่กรรมหรือการกระทำ...ของสิ่งต่างๆ...
มนุษย์...ย่อมเลือกทิศทางแห่งการกระทำของตนได้....ว่าจะสร้างร่องรอยแห่งการก่อรูปการของอนาคตอย่างไร....และย่อมที่จะเลือกทิศทางในทางที่พัฒนาสูงขึ้นอันสอดคล้องกับทิศทางขององค์รวมระบบ....หากเลือกทิศทางแห่งการก่อบาป...และพอกพูนกิเลส...แน่นอนที่สุดร่องรอยที่ก่อเกิดของรูปการใหม่ก็คือร่องรอยแห่งความทุกข์...
เราเลือกที่จะมีความสุขหรือความทุกข์ได้....อยู่ที่ความพึงพอใจของเรา...
นี่เป็นสิ่งพิเศษ...ที่ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมา....
และอยู่ที่เราจะเลือกเป็นเดียรัจฉาน....หรือมนุษย์ที่มีทิศทางแห่งการพัฒนาของจิตใจที่สูงขึ้น...
แบบวิธีในการทำความเข้าใจต่อความเป็นไปทางธรรมชาติของมนุษย์....ที่ประกอบเป็นรูปการแห่งความเชื่อในระบบความคิดของคนเรา....จากอดีตมาถึงปัจจุบันอาจจำแนกเป็นรูปการใหญ่ๆคือ..
แบบวิธีแรก..เช่น การทำความเข้าใจในกฎเกณท์ทางธรรมชาติด้วยรูปการภายใต้การตรวจวัดและการสัมผัสในทางกายภาพอันได้แก่รูปแบบแห่งการให้เหตุและผลในแบบที่เราเรียกกันว่าแบบวิธีทางวิทยาศาสตร์....ที่มีการทดลองปฏิบัติหาข้อสรุปจากการทดลองปฏิบัติ....ในการทำความเข้าใจโลกของจิตวิญญาณ.....เช่นแบบวิธีของพุทธศาสนา...จะใช้แบบวิธีนี้เป็นหลักในการทำความเข้าใจอันเป็นปฏิบัติการทางฟิสิกส์ของระบบจิตวิญญาณ.....ซึ่งจำแนกเป็นแบบชุดแห่งการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป....
ในแบบแห่งการปฏิบัติทั่วไป....หรือที่เรียกว่าการดำเนินตามทางสายกลาง....สำหรับบุคคลทั่วไปอันได้แก่....การเจริญในอริยมรรค....หรือ มรรค 8 อันเป็นการดำเนินชีวิตที่อยู่ในทิศทางแห่งการไปสู่จุดมุ่งหมายนิพพาน.....หรือเกิดการก่อรูปการแห่งร่องรอยและทิศทางแห่งอนาคตเพื่อไปสู่จุดหมายนี้...ได้แก่...ความคิดเห็นที่ถูกต้อง....ความคิดที่ชอบ.....การพูดที่ชอบ....การทำงานที่ชอบ...การเลี้ยงชีพที่ชอบ....ความพยายามที่ชอบ....การมีสติที่ชอบ....การมีสมาธิที่ชอบ.....และในทั้งหมดจะมี สัมมาสมาธิเป็น องค์ประธานหรือเป็นหลักโดยมีอีก7 มรรค(หนทาง,วิถีทาง)เป็นองค์ประกอบ....
และยังต้องประกอบไปด้วย....จุดมุ่งหมาย...ความไฝ่ฝันแห่งอนาคต..หรือคุณธรรมหลักๆคือ...พรหมวิหาร 4 หรือการประพฤติตนเยี่ยงพรหม....อันได้แก่...เมตตา(ความรักที่บริสุทธิ์)...กรุณา(ความเกื้อกูล)...มุทิตา(ความสุข,ความเบิกบาน)....อุเบกขา(ความหนักแน่น,ความเที่ยงธรรม)....เป็นต้น...
สำหรับแบบวิธีปฏิบัติในแบบวิธีทางพุทธศาสนา...มีการแยกย่อยละเอียดมากในการปฏิบัติสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นบรรลุสู่จุดมุ่งหมายการหลุดพ้น....
แบบวิธีที่สอง....แบบวิธีการในเชิงกระบวนการรับรู้แห่งรหัสนัย....แบบวิธีของการก่อรูปการในทางความเชื่อในรูปแบบนี้....รูปแบบการทดลองปฏิบัติในทางจิตวิญญาณ...จะใช้รูปแบบแห่งการก่อกระบวนการทางจิตเพื่อที่จะสัมผัสกับสิ่งที่นอกเหนืออายตนะภายนอกหรือรูปการทางวัตถุสัมผัสได้...
การก่อรูปการทางจิตโดยอาศัย...สัญลักษณ์...ความศรัทธา...หรือพิธีกรรมต่างๆ...เป็นรูปแบบหลักเพื่อให้กระบวนการในทางจิตเกิดการรวมตัว....และก่อเกิดพลังงานที่สูงขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบความเร็วที่สูงขึ้นตามปริมาณแห่งพลังงานที่เพิ่มขึ้นของระบบ....
การรับรู้ต่อระบบใดๆ...สิ่งที่ตรวจวัดได้ก็ต้องอยู่ในระบบเดียวกันจึงจะตรวจวัดและสัมผัสได้....
เช่น....เราจะตรวจวัดระบบที่เร็วกว่าความเร็วแสงได้เราด้วยอายตนะหรือเครื่องมือตรวจวัดต่างๆหรือการตรวจวัดในเชิงประจักษ์นิยมอย่างเป็นรูปธรรม....ซึ่งก็ต้องอยู่ในระบบแห่งการก่อรูปการเดียวกัน....ไม่เช่นนั้นก็ต้องอาศัยการอนุมาน..การคาดหมายการประมาณการในเชิงนามธรรม....
พลังงานของการก่อรูปการในระบบทางจิตวิญญาณ....ย่อมประกอบไปด้วยความหลากหลายในระบบแห่งความเร็ว....
เทคนิค...ในการตรวจวัดแบบนี้ได้แก่....กระบวนการยกระดับและเปลี่ยนแปลงพลังงานในทางจิตให้สัมผัสกับพลังงานในระบบที่เราสามารถก่อรูปการเพื่อให้สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม....
เทคนิคการตรวจวัดแบบนี้....เช่นกระบวนการฟิวชั่น....และกระบวนการฟิชชั่น...ในทางจิต..
ภายใต้กระบวนการเช่นนี้....ก่อให้รูปการทางจิตที่ก่อขึ้นจากรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วแสงเกิดการเปลี่ยนแปลง....
การลดลงของอัตตาใดๆหรือมวลแห่งกิเลสที่เกิดจากกระบวนการทางวัตถุ...เป็นผลให้เกิดการเพิ่มสูงขึ้นของพลังงานทางจิตในการที่จะก่อเกิดอันตรกิริยากับพลังงานภายนอกที่ดำรงอยู่ในจักรวาลและมีขนาดของขอบเขตุที่กว้างขึ้น.......
โลกแห่งนรก...และโลกแห่งสวรรค์....ก็คือโลกที่ทิศทางแห่งจิตวิญญาณก่อรูปการขึ้นใหม่ภายใต้กระบวนการพัฒนาที่เป็นไปตามกฎเกณท์ทางธรรมชาติของมนุษย์....ทั้งในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ....
การเกิดขึ้นของรูปการดังกล่าว....ก่อเกิดจาก...รูปการของร่องรอยแห่งอดีต...หรือกรรม...และรูปการของร่องรอยแห่งอนาคต...อันรวมไปถึงการกระทำแห่งปัจจุบัน.....
ประกอบกันขึ้น...เป็นรูปการใหม่.....และมีทิศทางการพัฒนาไปตาม...กรรมเหล่านั้น....
ทิศทางหลักในสองทิศทาง....เมื่อกล่าวสำหรับในกรอบกระบวนทางจิตวิญญาณของมนุษย์ก็คือทิศทางที่มีการพัฒนาของพลังงานที่สูงขึ้น....และทิศทางที่มีการลดลงของพลังงาน.....เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อรูปการทางวัตถุแห่งโลกของมนุษย์......
หลักการทั่วไปทางฟิสิกส์แห่งการก่อรูปการ...ก็คือ...
-สรรพสิ่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...และแยกไม่ออกจากกัน...แปรเปลี่ยนไปมา...
-การเกิดขึ้นของรูปการใดๆ....ล้วนเป็นการก่อเกิดจากร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต.....
-ระบบที่มีพัฒนาการสูงขึ้นหรือมีพลังงานที่สูงกว่า...ย่อมก่อเกิดจากร่องรอยอดีต...ปัจจุบัน...และอนาคต...ของระบบที่มีพลังงานต่ำกว่า....เมื่อเทียบอย่างสัมพัทธ์...
-ระบบที่มีพลังงานต่ำกว่าใดๆ....การแปรเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มีพลังงานสูงย่อมเกิดจากกระบวนการที่เกิดการหลอมรวมพลังงานในระบบที่สูงขึ้น...อันตรกิริยาที่ก่อเกิดกับพลังงานภายนอกจึงก่อเกิดการยกระดับสู่คุณภาพใหม่....
-การลดลงของพลังงานในระบบพลังงานสูงไปสู่ระบบพลังงานต่ำ....หรือเกิดการก่อรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วต่ำ....เกิดจากกระบวนการแตกตัวในองค์เอกภาพนั้นๆอันเป็นผลให้เกิดองค์รวมย่อยๆและเกิดการลดลงของพลังงานแห่งองค์รวมใหญ่.....และเกิดจากการเพิ่มพูนขึ้นในรูปการทางวัตถุขององค์รวมนั้นๆจนถึงระดับแห่งการลดลงของความเร็วในระบบ...
ระบบฟิสิกส์โลกแห่งนรก....และฟิสิกส์โลกแห่งสวรรค์....ล้วนมีการทับซ้อนของระบบความเร็วอันหลากหลาย....การก่อรูปการทางวัตถุแห่งระบบความเร็วใดๆหรือพลังงานใดๆ...เป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์ดังกล่าว....
การก่อรูปการทางความเชื่อ....ในรูปการความเชื่อทางศาสนาอันเป็นรูปการหนึ่งของจิต...หรือรูปการทางความนึกคิดของคนเรา....
รูปการที่เกิดขึ้นของความคิด...ก็คือรูปการการก่อรูปทางวัตถุที่อยู่บนระบบแห่งความเร็วหรือระบบแห่งพลังงานที่แตกต่างจากการก่อรูปการทางวัตถุในระบบความหมายที่เราเข้าใจกันหรือระบบที่ความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง.....
หากเราจินตภาพดูว่า...องค์รวมของสนามแรงที่ประกอบขึ้นอันก่อให้เกิดรูปการทางวัตถุที่เดินทางได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ความเร็วแสง....เราลองจินตภาพดูว่าเป็นเหมือนแม่น้ำสายหนึ่ง...
ในแม่น้ำสายนี้...ยังมีระบบความเร็วที่หลากหลาย...แม่น้ำที่ไหลไปหาได้ไหลไปด้วยความเร็วเท่ากันไม่....ความเร็วของกลางลำแม่น้ำ...ริมฝั่ง....ในส่วนน้ำลึก...ในส่วนผิวแม่น้ำ...บางแห่งมีน้ำวนเล็กๆ...ความเร็วในแต่ละส่วนไม่เท่ากัน
เราจะเห็นว่าความเร็วในระบบใหญ่ของแม่น้ำเราอาจประมาณการความเร็วได้เป็นค่า..ความเร็วเฉลี่ย...และความเร็วต่ำสุด...ความเร็วสูงสุด...เมื่อผู้ตรวจวัดหยุดนิ่งอยู่บนฝั่ง.....
การตรวจวัดประมาณการในทางคณิตศาสตร์...มีหลายแบบ....เช่นเราอาจตรวจวัดความเร็วโดยผู้ที่ตรวจวัดอยู่บนสายน้ำ...แต่ก็ต้องมีจุดอ้างอิงที่หยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์ในการอ้างอิง....หรือการตรวจวัดโดยการเปรียบเทียบ...ระหว่างเช่นความเร็วของสายน้ำบริเวณเฉลี่ยความลึกที่สมมติเช่น3ฟุต...กับความเร็วในความลึกลงไปกว่านี้...เป็นต้นโดยมีผู้สังเกตุที่อยู่นอกระบบ..เป็นต้นความเร็วที่ได้อันเป็นความเร็วสัมพัทธ์ที่เกิดจากการเปรียบเทียบ....
การก่อเกิดรูปการทางความคิดใดๆ....ล้วนเกิดจากการเกิดขึ้นใหม่จากรูปการทางอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น.....และรูปการทางอารมณ์ต่างๆล้วนเป็นการสัมผัสกับองค์รวมต่างๆทางวัตถุจากภายนอก...เช่น..อารมณ์สุนทรียภาพความงามที่เราเห็นจากภาพวาด...เราจะเห็นว่าที่เรามองคือองค์รวมทั้งหมด....
สุนทรียภาพในด้านเสียงเพลง...ก็เกิดจากการรับฟังองค์รวมทั้งหมดของเพลง...
องค์รวมต่างๆที่เรารับรู้จากอายตนะทั้งหมด....ก่อเกิดรูปการทางวัตถุในกระบวนการทางความคิดของคนเรา....
ในการแบบวิธีการปฏิบัติ...และปรัชญาทางพุทธศาสนา...มีการจำแนกในทางปริมาณและคุณภาพของจิตไว้หลายระดับ...
เช่น...ในระดับต้น...หรือระดับพื้นฐานในการฝึกฝนการควบคุม...สติ..ให้ดำรงอยู่ในสมาธิตามแบบพุทธปรัชญาหรือที่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานอันเป็นแบบวิธีการฝึกฝนเพื่อควบคุมจิตใจและตัดกิเลสที่มาปรุงแต่งจิตใจออก...ด้วยวิธีการในแบบวิปัสสนา...และสมาธิ....
ในแบบการปฏิบัติการทางจิตแบบนี้มีการจำแนกคุณภาพของจิต กว้างๆที่เกิดจากผลการปฏิบัติการทางจิต 2 ระดับใหญ่ๆคือรูปฌาน และอรูปฌาน
รูปฌาน แบ่งเป็น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน...
อรูปฌาน แบ่งเป็น อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญาตนฌาน และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ....
และขั้นสูงสุด คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ....
จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดสำหรับท่านที่สนใจศึกษาได้จากพระไตรปิฎกและตำราพุทธศาสนาต่างๆ.....
ในแบบวิธีปฏิบัติการทางจิตแบบพุทธจะเห็นว่า.....ในแต่ระดับของจิต...ที่เข้าใกล้ค่าของ 0 แห่งระบบจิต...หรือในความหมายว่าบรรลุสู่การดับกิเลส...ในขั้นสูงสุดจะมีการ จำแนกแยกแยะตัดอารมณ์ต่างๆออก...สัญญาหรือข้อผูกพันใดๆออกหรือการตัดกิเลสใดๆออกจากระบบความคิด.....ภายใต้การวิเคราะห์การเปรียบเทียบการพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นอนัตตา....
จิตในระดับนี้จึงเป็นระบบจิตที่ มีอีกคุณภาพหนึ่ง....อันแตกต่างจากระบบจิตที่อยู่ในระบบแห่งการพอกพูนของกิเลสอันเป็นร่องรอยแห่งการกระทำหรือการก่อรูปการทางวัตถุในระบบกายภาพ
การควบคุมสติ...หรือการมีสมาธิอย่างยิ่งยวด......เป็นผลให้ระบบแห่งการรับรู้ไม่ถูกจำกัดโดยการปรุงแต่งของกิเลสของโลกวัตถุทางกายภาพ....นั่นคือความมีเสรีภาพที่สูงขึ้นแห่งการรับรู้ทางอายตนะในอีกระบบความเร็ว...รวมไปถึงรูปธรรมแห่งการก่อรูปการของพลังงานในอีกระบบความเร็วที่แตกต่างจากความเร็วทางกายภาพ......
และนี่เป็นรูปการหนึ่งของกระบวนการทางจิต....อันควบคู่กับกระบวนการทางกายภาพของมนุษย์...
เช่นเดียวกันกับเมื่อเรามองดูแท่งแม่เหล็ก....เราก็คงมองไม่เห็นสนามแรงของมัน...
เว้นแต่เมื่อมีเหล็กเข้ามาใกล้....
กายภาพ ย่อม มีจิตใจ ที่ควบคู่กันไปอย่างแยกไม่ออกและประกอบเป็นองค์รวมเดียวกัน....ในการวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์บนโลกใบนี้...
....................................
ฟิสิกส์โลกทางสังคมมนุษย์
ในการศึกษาในทางสังคมศาสตร์...มีการจำแนกการศึกษาออกเป็นหลากหลายสาขาวิชาการมากมายในการศึกษาปรากฎการณ์ในรูปแบบที่มนุษย์อยู่ร่วมกันก่อรูปการเป็นสังคมขึ้นมา....
ตัวแบบทางทฤษฎีในการศึกษาก็มีมากมายเช่นการวิเคราะห์ในลักษณะโครงสร้าง การวิเคราะห์กระบวนการที่ก่อเกิดพลวัตรหรือความขัดแย้งต่างๆ การวิเคราะห์แบบสัญญลักษณ์ต่างๆ การวิเคราะห์หาลักษณะปรากฎการณ์จากหน่วยพื้นฐานต่างๆ...การวิเคราะห์ในแบบกระบวนการวิวัฒนาการเป็นต้น...นับตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ อันเป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมและปรากฏการณ์ของมนุษย์ในสังคม
สัมพันธภาพของความสัมพันธ์ต่างๆที่ก่อรูปการขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมประเทศ และสังคมโลก....ก่อเกิดวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เกิดจากกระบวนการก่อรูปการขึ้นมาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น...ในแต่ละสังคม....
สังคมมนุษย์ก็มีทิศทางแห่งการพัฒนาอันเป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....เช่นเดียวกันกับองค์รวมระดับโมเลกุล...ในสิ่งต่างๆอันมีคุณภาพองค์รวมแตกต่างจากองค์รวมย่อยของอนุภาค....
องค์รวมมนุษย์ หนึ่งคน..ย่อมแตกต่างจากลักษณะองค์รวมของมนุษย์หลายคนที่ประกอบเป็นสังคม...รวมทั้งกฎเกณท์การพัฒนาที่มีขอบเขตุของขนาดและคุณภาพที่แตกต่างออกไป....
การวิเคราะห์อย่างกว้างๆ....จะเห็นได้ว่าการก่อรูปการทางวัตถุใดๆในทางสังคมก็เป็นไปตามทิศทางแห่งการก่อรูปการนั้นๆ.....ทิศทางแห่งการพัฒนาไป และทิศทางแห่งการเสื่อมสลาย....หรือทิศทางแห่งการเพิ่มขึ้นของขอบเขต..ขนาด..ความเร็ว..และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม....และทิศทางของการลดขอบเขต...ขนาด...ความเร็ว...และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม..
สังคม...ณ.เวลาปัจจุบันใดๆ....ล้วนเป็นการก่อรูปการขึ้นใหม่...ภายใต้การแสวงหาดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....โดยมีร่องรอยแห่งรูปการของอดีต(ประวัติศาสตร์,มรดกวัฒนธรรม,ประเพณี.ความเชื่อฯลฯ)...รูปการปัจจุบันแห่งสังคม(ปฏิบัติการต่างๆในปัจจุบัน)...และร่องรอยแห่งอนาคต(อุดมคติ,อุดมการณ์,จุดมุ่งหมาย,ทฤษฎี,วิทยาการและนวัตกรรม ฯลฯ )....ก่อรูปการใหม่เป็นทิศทางแห่งสังคมปัจจุบันที่กำลังก้าวไป....
ร่องรอยแห่งอดีต...มีบทบาทสูงมากในการก่อรูปการทางสังคม...และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของสังคมนั้นๆ....
สงครามก็คือตัวอย่างที่เด่นชัดแห่งการรุกรานทางวัฒนธรรมในทางสังคม....สงครามใดๆล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพในทางวัฒนธรรมของสังคมอันเนื่องจากอัตตาแห่งกลุ่มคนในสังคม....
วัฒนธรรมก็คือรากฐานแบบวิธีประพฤติปฏิบัติใดๆ...ของคนในสังคม...
อันก่อเกิดจาก...ร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต...และก่อรูปการขึ้นใหม่ตามหลักการทางฟิสิกส์.....ที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ภายใต้กระบวนแห่งการพัฒนา....
แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคมเป็นการทำความเข้าใจในสัมพันธภาพของกระบวนการต่างๆทางสังคม...เพื่อทำความเข้าใจในการนำมาประยุกต์ใช้.....
ในการประยุกต์เพื่อวิเคราะห์...คาดหมาย...พยากรณ์แนวโน้มหรือการสร้างแบบจำลองแห่งการพัฒนา....การปรับปรุงการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆการปรับปรุงองค์กรต่างๆทางสังคม...ล้วนแล้วมีเรื่องหลักที่จะต้องวิเคราะห์......ก็คือการทำความเข้าใจในเรื่อง....ทิศทาง.....กล่าวคือ...ทิศทางใหญ่...ทิศทางเล็ก....และทิศทางย่อยๆลงที่กำกับการปฏิบัติในแต่ละระยะ....
จุดมุ่งหมาย...อุดมคติ...อุดมการณ์...แนวทาง...นโยบาย....เข็มมุ่ง...หนทาง...ยุทธศาสตร์...ยุทธวิธี...กลยุทธ์...มาตรการ....ฯลฯ....
ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นการกำหนดทิศทางแห่งองค์รวมแต่ละองค์รวมจะต้องเดินไปภายใต้การคาดหมายและการกำหนดแบบวิธีปฏิบัติในทางสังคม...หรือกระบวนแห่งการสร้างร่องรอยเพื่อดำเนินไปสู่อนาคต.....
จากเซลล์เดียวของไข่ที่ได้รับการผสมและพัฒนามาเป็นมนุษย์....สัตว์ที่เติบโตมาจากเซลล์เดียวเผ่าพันธุ์นี้....ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคที่ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆภายยังมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม...และมีการก่อรูปการทางสังคมขึ้นไม่ต่างจากโมเลกุลของอนุภาค.....
ลักษณะสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดระบบสังคม...ก็คือระบบองค์รวมของสิ่งต่างๆในธรรมชาติมีพัฒนาการไปบนพื้นฐานแห่งการปรับดุลยภาพตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการดำรงอยู่และเกิดการเคลื่อนที่ไป....ภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ที่มีการแปรเปลี่ยนไปเช่นกันตลอดเวลา
โมเลกุลทางสังคม...หรือระบบความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสังคมมนุษย์...มีระบบแห่งการสื่อสาร...ระบบเศรษฐกิจ...การเมือง...และระบบทางสังคมต่างๆ..เป็นส่วนเชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพันธะทางฟิสิกส์เคมี.....
ในการศึกษาในทางสังคมศาสตร์...มีการจำแนกการศึกษาออกเป็นหลากหลายสาขาวิชาการมากมายในการศึกษาปรากฎการณ์ในรูปแบบที่มนุษย์อยู่ร่วมกันก่อรูปการเป็นสังคมขึ้นมา....
ตัวแบบทางทฤษฎีในการศึกษาก็มีมากมายเช่นการวิเคราะห์ในลักษณะโครงสร้าง การวิเคราะห์กระบวนการที่ก่อเกิดพลวัตรหรือความขัดแย้งต่างๆ การวิเคราะห์แบบสัญญลักษณ์ต่างๆ การวิเคราะห์หาลักษณะปรากฎการณ์จากหน่วยพื้นฐานต่างๆ...การวิเคราะห์ในแบบกระบวนการวิวัฒนาการเป็นต้น...นับตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ อันเป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมและปรากฏการณ์ของมนุษย์ในสังคม
สัมพันธภาพของความสัมพันธ์ต่างๆที่ก่อรูปการขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมประเทศ และสังคมโลก....ก่อเกิดวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เกิดจากกระบวนการก่อรูปการขึ้นมาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น...ในแต่ละสังคม....
สังคมมนุษย์ก็มีทิศทางแห่งการพัฒนาอันเป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....เช่นเดียวกันกับองค์รวมระดับโมเลกุล...ในสิ่งต่างๆอันมีคุณภาพองค์รวมแตกต่างจากองค์รวมย่อยของอนุภาค....
องค์รวมมนุษย์ หนึ่งคน..ย่อมแตกต่างจากลักษณะองค์รวมของมนุษย์หลายคนที่ประกอบเป็นสังคม...รวมทั้งกฎเกณท์การพัฒนาที่มีขอบเขตุของขนาดและคุณภาพที่แตกต่างออกไป....
การวิเคราะห์อย่างกว้างๆ....จะเห็นได้ว่าการก่อรูปการทางวัตถุใดๆในทางสังคมก็เป็นไปตามทิศทางแห่งการก่อรูปการนั้นๆ.....ทิศทางแห่งการพัฒนาไป และทิศทางแห่งการเสื่อมสลาย....หรือทิศทางแห่งการเพิ่มขึ้นของขอบเขต..ขนาด..ความเร็ว..และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม....และทิศทางของการลดขอบเขต...ขนาด...ความเร็ว...และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม..
สังคม...ณ.เวลาปัจจุบันใดๆ....ล้วนเป็นการก่อรูปการขึ้นใหม่...ภายใต้การแสวงหาดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....โดยมีร่องรอยแห่งรูปการของอดีต(ประวัติศาสตร์,มรดกวัฒนธรรม,ประเพณี.ความเชื่อฯลฯ)...รูปการปัจจุบันแห่งสังคม(ปฏิบัติการต่างๆในปัจจุบัน)...และร่องรอยแห่งอนาคต(อุดมคติ,อุดมการณ์,จุดมุ่งหมาย,ทฤษฎี,วิทยาการและนวัตกรรม ฯลฯ )....ก่อรูปการใหม่เป็นทิศทางแห่งสังคมปัจจุบันที่กำลังก้าวไป....
ร่องรอยแห่งอดีต...มีบทบาทสูงมากในการก่อรูปการทางสังคม...และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของสังคมนั้นๆ....
สงครามก็คือตัวอย่างที่เด่นชัดแห่งการรุกรานทางวัฒนธรรมในทางสังคม....สงครามใดๆล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพในทางวัฒนธรรมของสังคมอันเนื่องจากอัตตาแห่งกลุ่มคนในสังคม....
วัฒนธรรมก็คือรากฐานแบบวิธีประพฤติปฏิบัติใดๆ...ของคนในสังคม...
อันก่อเกิดจาก...ร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต....
และก่อรูปการขึ้นใหม่ตามหลักการทางฟิสิกส์.....ที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ภายใต้กระบวนแห่งการพัฒนา....
แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคม
เป็นแบบวิธีการการทำความเข้าใจในสัมพันธภาพของกระบวนการต่างๆทางสังคม...เพื่อทำความเข้าใจในการนำมาประยุกต์ใช้.....
ในการประยุกต์เพื่อวิเคราะห์...คาดหมาย...พยากรณ์แนวโน้มหรือการสร้างแบบจำลองแห่งการพัฒนา....การปรับปรุงการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆการปรับปรุงองค์กรต่างๆทางสังคม...ล้วนแล้วมีเรื่องหลักที่จะต้องวิเคราะห์......ก็คือการทำความเข้าใจในเรื่อง....ทิศทาง.....กล่าวคือ...ทิศทางใหญ่...ทิศทางเล็ก....และทิศทางย่อยๆลงที่กำกับการปฏิบัติในแต่ละระยะ....
จุดมุ่งหมาย...อุดมคติ...อุดมการณ์...แนวทาง...นโยบาย....เข็มมุ่ง...หนทาง...ยุทธศาสตร์...ยุทธวิธี...กลยุทธ์...มาตรการ....ฯลฯ....ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นการกำหนดทิศทางแห่งองค์รวมแต่ละองค์รวมจะต้องเดินไปภายใต้การคาดหมายและการกำหนดแบบวิธีปฏิบัติในทางสังคม...หรือกระบวนแห่งการสร้างร่องรอยเพื่อดำเนินไปสู่อนาคต.....
จากเซลล์เดียวของไข่ที่ได้รับการผสมและพัฒนามาเป็นมนุษย์....สัตว์ที่เติบโตมาจากเซลล์เดียวเผ่าพันธุ์นี้....ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคที่ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆภายยังมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม...และมีการก่อรูปการทางสังคมขึ้นไม่ต่างจากโมเลกุลของอนุภาค.....
ลักษณะสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดระบบสังคม...ก็คือระบบองค์รวมของสิ่งต่างๆในธรรมชาติมีพัฒนาการไปบนพื้นฐานแห่งการปรับดุลยภาพตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการดำรงอยู่และเกิดการเคลื่อนที่ไป....ภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ที่มีการแปรเปลี่ยนไปเช่นกันตลอดเวลา
โมเลกุลทางสังคม...หรือระบบความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสังคมมนุษย์...มีระบบแห่งการสื่อสาร...ระบบเศรษฐกิจ...การเมือง...และระบบทางสังคมต่างๆ..เป็นส่วนเชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพันธะทางฟิสิกส์เคมีต่างๆที่เชื่อมอนุภาคเป็นโครงสร้างโมเลกุล.......
ในการวิเคราะห์เพื่อหาทิศทางที่จะก่อให้เกิดทางเลือกที่ดีที่สุดกับการก่อรูปการทางสังคม...มีหัวข้อที่ต้องวิเคราะห์หลักๆดังนี้...
1.การวิเคราะห์ทิศทาง ....ได้แก่ทิศทางหลัก...ทิศทางย่อยๆ...ทิศทางเลือกต่างๆ...เป็นต้น อันประกอบไปด้วยการวิเคราะห์
-ร่องรอยแห่งอดีต...อันเป็นส่วนที่จะบ่งบอกถึงทิศทาง
-ร่องรอยแห่งอนาคต....อันบ่งบอกถึงทิศทางและแนวโน้ม
-แบบวิธีปฏิบัติในปัจจุบัน.....อันบ่งบอกถึงข้อแห่งการกระทำปัจจุบัน
-ศักย์ที่ดำรงอยู่......ได้แก่ค่าแห่งศักยภาพทางกายภาพทางสังคม และศักยภาพทางปัญญา,จิตวิญญาณทางสังคมนั้นๆ...อันก่อเกิดระบบแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพนั้นๆ...การประเมินคุณค่า...การเปรียบเทียบต่างๆ.....สัมพันธภาพต่างๆ...เป็นต้น
-ลักษณะของความสัมพันธ์และระบบ....เช่นระบบสื่อสาร...
-การเปลี่ยนแปลงและทิศทางภายใต้การเคลื่อนที่
-มิติของเงา,มิติวงแหวน,มิติการทับซ้อน(พหุภาพกายภาพ),มิติการทับซ้อนเวลา(พหุภาพเวลา)และมิติองค์รวมพหุภาพ(องค์รวมทางกายภาพและจิตวิญญาณทางสังคม)
2.หลักการทั่วไปทางฟิสิกส์ของการเปลี่ยนแปลง
( ดังได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้ว...เช่นพลังงานความเร็วของระบบ..หรือศักยภาพต่างๆที่ดำรงอยู่ในทางสังคมอันเป็นเงื่อนไขการก่อรูปการทางวัตถุในระบบ )
3.การประยุกต์ หรือการเลือกทิศทาง
เช่น...การสร้างองค์ความรู้ใหม่ใดๆ....ก็ต้องคำนึงถึงทิศทางอันก่อให้เกิดการพัฒนาสูงขึ้นของระบบที่สอดคล้องกับการพัฒนาไปของภายนอก...และองค์ความรู้ใดๆล้วนประกอบไปด้วย ร่องรอยอดีตหรือประวัติศาสตร์(ที่เก็บรับบทเรียน),ร่องรอยการกระทำปัจจุบัน(การลงมือทดลองปฏิบัติเพื่อหาข้อสรุป)และร่องรอยแห่งอนาคต(การสร้างสรรค์,การรังสรรค์,ทฤษฎี,จินตนาการ,นโยบายมาตรการทุกชนิดเป็นต้น)....
ศักยภาพแห่งทุน
หากจะกล่าวถึงทิศทางหลักแห่งการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้ว....ทิศทางหลักๆก็คือทิศทางแห่งความรัก....อันเป็นการก่อรูปการพันธะที่เชื่อมโยงมนุษย์กับมนุษย์ในสังคม
หากปราศจากความรักที่มนุษย์มีต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากตนเองแล้ว....
การก่อรูปการทางสังคมคงไม่เกิดขึ้น....
จากความรัก...ระหว่างเพศ...สู่ครอบครัว....ชุมชน...สังคม..
ทิศทางแห่งความรักจึงเป็นการก่อรูปการแห่งพันธะที่เชื่อมเป็นโมเลกุลมนุษย์...
ความเข้มแข็ง...แข็งแกร่งขึ้นกับความเหนียวแน่นแห่งพันธะเหล่านี้อันก่อเกิดรูปการการเรียงตัวหรือบนพื้นฐานแห่งการเกาะเกี่ยวกันด้วยความรัก...ความสมานฉันท์...ความเสมอภาค...
ที่โมเลกุลในระดับต่างๆ...เกี่ยวร้อยเป็นองค์เอกภาพเดียวกัน...
เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดมา....สิ่งที่ดำรงอยู่ ณ.เวลาปัจจุบันในการวิเคราะห์...ก็คือ..
ศักยภาพทางกายภาพ....และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ
ระบบแห่งการประเมินคุณค่าศักยภาพเหล่านี้....เป็นผลมาจากร่องรอยอดีต...ปัจจุบัน..และร่องรอยแห่งอนาคต อันประกอบเป็นรูปการจิตสำนึกต่างๆในทางสังคม...
ระบบการจัดการในทางสังคมใดๆ....เช่นระบบการเมือง...ระบบเศรษฐกิจ...ระบบทางสังคม...วัฒนธรรม...เป็นต้น ต่างล้วนพัฒนามาจาก....การก่อรูปการของกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุน....
หากเราใช้แบบจำลองในการวิเคราะห์ในแบบเศรษฐศาสตร์การเมือง....เพื่อทำการวิเคราะห์แบบแยกส่วน.....อันมีข้อสรุปพื้นฐานว่า...
โครงสร้างชั้นบนและรูปการจิตสำนึกทางสังคมต่างๆ....ก่อเกิดจากรากฐานทางเศรษฐกิจอันเป็นรากฐานแห่งการก่อเกิดขึ้นของโครงสร้างชั้นบน...
และเมื่อแยกย่อยลงไป...ถึงกระบวนการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ....เราก็จะพบว่า...หน่วยย่อยพื้นฐานก็คือคน...
คน...ซึ่งก่อกำเนิดมาด้วยพื้นฐานที่แตกต่างกันและไม่มีใครเหมือนกันเลยทั้งโลกใบนี้....
หากมององค์รวมกว้างๆในระดับโมเลกุลหรือสังคมมนุษย์.....ก็จะเห็นลักษณะร่วมที่เหมือนกัน...
แต่เมื่อแยกย่อย...สู่ระดับอนุภาคหรือระดับมนุษย์แต่ละคน...
แต่ละคน....มีการดำรงอยู่แห่งศักยภาพทางกายภาพ...และศักยภาพทางปัญญา...ไม่เท่ากัน..
เมื่อวิเคราะห์ในการก่อรูปการทางเศรษฐกิจ...อันมีการแลกเปลี่ยนของคนในสังคมภายใต้อันตรกิริยาต่างๆ...
ศักยภาพที่ก่อเกิดทุน...ของแต่ละคนที่แตกต่างกันตามรูปการจิตสำนึกแห่งระบบคุณค่าทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป....
ศักยภาพทุนทางกายภาพ...และศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ...ที่ประกอบเป็นองค์รวมทางกายภาพแห่งทุน...ของแต่ละคน...แต่ละชุมชน...แต่ละสังคม...
ความแตกต่างเหล่านี้....ล้วนเกิดขึ้นจาก...ดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่ของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุน...
รูปการแห่งกระบวนการใช้อำนาจในการจัดการในการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนเหล่านี้....ก็คือรูปการแห่งระบบการปกครองของสังคมนั้นๆ....
ระบบแห่งการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนที่ดำเนินไป...ในทิศทางหลัก 2 ทิศทาง..
ทิศทางแห่งความรัก....ของมนุษย์ต่อสรรพสิ่ง...
และทิศทางแห่งการสั่งสมเพื่อตัวตน....
การขาดดุลยภาพอันเกิดจากการเบี่ยงเบนทิศทางการพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุน...
เป็นไปทั้งในรูปแบบที่เจตนา....และรูปแบบที่ไม่เจตนา....
ก่อเกิดการสูญเสียประสิทธิภาพสูงสุดแห่งการพัฒนาศักยภาพทุนขององค์รวม...
ก่อเกิด...การแตกแยก..ความไม่เสมอภาคให้กับคนในสังคม...
รวมไปถึง...ความเสมอภาคแบบกลไกและเสรีภาพแบบกลไก....อันเป็นเพียงรูปแบบที่เอื้อประโยชน์เพียงบางกลุ่มที่ควบคุมกลไกกลางเหล่านี้....และทิศทางแห่งความเสมอภาคแบบกลไก...จุดหมายปลายทางก็คือการแตกแยก...และแรงต้านทานต่างๆจากคนในสังคมที่มีต่อเนื่องไปตลอด....
ทิศทางที่ถูกต้องของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน...
ก็คือ...ทิศทางแห่งความรัก...ทิศทางแห่งสันติภาพ...
อันเป็นทิศทางแห่งการนำใช้ศักยภาพทุนที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ...และต่อสรรพสิ่งที่แวดล้อมภายนอก...
ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมแห่งโลกใบนี้....
การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อยลงไปถึงหน่วยพื้นฐานทางสังคม....ซึ่งก็คือคน...และคนซึ่งประกอบไปด้วย ศักยภาพทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมของคน
ในการวิเคราะห์ที่แยกส่วนเป็นสาขาวิชาต่างๆ....ในทางเศรษฐศาสตร์ คือการวิเคราะห์เรื่องของ ทุน..อันเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ....ในสาขารัฐศาสตร์ จะวิเคราะห์ถึง โครงสร้างการใช้อำนาจเป็นหลัก...และรวมถึงความสัมพันธ์แห่งอำนาจต่างๆในทางสังคม...
ปัจจุบัน...จากตัวอย่างการพัฒนาทางสังคมมนุษย์นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่า....การพัฒนาทางสังคมล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางรากฐานทางเศรษฐกิจ....การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการผลิต....เทคโนโลยีการสื่อสาร...เป็นต้น..อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างชั้นบน...
ในอดีต...แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการพัฒนาสังคมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง...อาจจะจำแนกเป็น2ค่ายใหญ่...คือ เสรีนิยม และสังคมนิยม
ในกรอบแนวคิดของค่ายสังคมนิยม ในแนวคิดทางเศรษฐกิจ จะยึดหลักทฤษฎี ของมาร์กซ เป็นหลัก....อันมีข้อจำกัดในแบบการวิเคราะห์ที่เป็นไปแบบทวิลักษณะแบบกลไก
ทุน...และมูลค่า ...ในทัศนะของค่ายนี้...จะมองว่า ก่อขึ้นเมื่อมนุษย์ใช้แรงงาน...และมีทัศนะที่เชื่อว่ามีแต่ชนชั้นแรงงานเท่านั้นจึงจะมีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์....อีกทั้งยังพยากรณ์ว่าระบอบทุนนิยมเป็นระบอบที่ล้าหลัง....จะต้องพินาศในที่สุด...
กรอบคิด...ก็มาจากแนวคิดแบบวิวัฒนาการที่เชื่อว่า...การพัฒนาของสังคม...ปรับเปลี่ยนจากระบอบที่เรียกว่าทุนนิยม...ไปสู่สังคมนิยม...และจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการสูญสลายรัฐ...
ในขณะที่กรอบแนวคิดของค่ายเสรีนิยม....ก็เสนอแนวคิดอันเป็นเสรีนิยมแบบกลไก...หรือเป็นเพียงรูปแบบเป็นเพียงรูปธรรมในทางลายลักษณ์อักษร แต่ในทางการปฏิบัติผู้ที่ได้เปรียบทางศักยภาพและการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพทุน....ล้วนเป็นผู้ที่มีเสรี......
ปัจจุบัน....เราจะเห็นว่า เพียงแค่ทารกแรกเกิด....เป็นเพศไหน...ก็จะมีศักยภาพทุนทางกายภาพแตกต่างกันไปตามคุณค่าที่เกิดขึ้นในทางสังคมนั้นๆ....เช่นในเมืองจีน...เพศชายมีคุณค่าทางศักยภาพทางกายภาพ อันเกิดจากอันตรกิริยาระหว่างทารก กับคุณค่าทางสังคมนั้นๆ ....
แค่แรงงาน...ที่เด็กร้องหลังคลอดตามสัญชาติญาณเพื่อความอยู่รอด....ให้ปอดทำงานหลังออกมาสู่โลกที่มีอากาศ....จากที่อยู่ในน้ำคร่ำ...
แรงงานเป็นตัวกำหนดมูลค่า...จริงหรือ...?!! หากจะวิเคราะห์แบบแยกย่อยไปถึงหน่วยมูลฐาน...
ปัจจุบัน...สังคมมนุษย์ พัฒนาก้าวไกลไปสู่อีกระดับของความสัมพันธ์...อันมีความสัมพันธ์ในหลายระบบความสัมพันธ์ทางสังคม...เมื่อวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง...เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของรัฐ จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์ดังนี้
-ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติ
-ความสัมพันธ์ขององค์กรไร้รัฐ(องค์กรเสมือนแห่งรัฐ)
-ความสัมพันธ์เครือข่ายแห่งรัฐชาติ
-ความสัมพันธ์ของเครือข่ายองค์กรเสมือนแห่งรัฐ
ปัจจุบัน องค์กรเสมือนแห่งรัฐ...หรือองค์กรไร้รัฐ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของรัฐชาติต่างๆในโลก...เช่น บรรษัทข้ามชาติ...องค์กรเอกชนต่างๆ...กลุ่มทุนในระดับต่างๆภายในรัฐชาติ เป็นต้น
แนวทาง...นโยบาย...ทิศทางการพัฒนาของรัฐชาติต่างๆล้วนอยู่บนพื้นฐาน การสนองตอบต่อการพัฒนา การขยายตัว ขององค์กรเหล่านี้....
รัฐชาติ...ในฐานะบทบาทที่เป็นกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนของประชาชนและประชาชาติให้ก่อเกิดดุลยภาพ....จึงเป็นเพียงอุดมการณ์...อุดมคติ....
กรอบแนวคิด...ทฤษฎี...ทิศทาง...แนวทาง...แนวนโยบายแห่งรัฐชาติใดๆ...ล้วนอยู่บนพื้นฐานหลักการพัฒนาทุนบนพื้นฐานกรอบแห่งลัทธิบริโภคนิยม...
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์...เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างแรงงานสำรองให้กับองค์กรเหล่านี้...และแต่ละรัฐชาติ...ต่างล้วนแก้ไขกฎระเบียบทางสังคมเพื่อดึงดูดเงินทุนจากองค์กรเหล่านี้ให้มาลงทุนในประเทศ...ซึ่งแต่ละรัฐชาติต่างล้วนแข่งขันกัน...
อุดมคติ....ที่เคยมีต้องเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก.....
เศรษฐศาสตร์แห่งความสุข...การเมืองเพื่อความสุข..มีหรือไม่..??
คำตอบก็คือ...มี....แต่ไม่ทำ..!!! เลือกได้...แต่ไม่เลือก..!!
เมื่อ..องค์กรเสมือนของรัฐ...ต่างล้วนอิงแอบแนบชิดกับผู้กุมอำนาจแห่งรัฐชาติต่างๆ...และเป็นเสมือนจิตวิญญาณ ของผู้กุมกลไกอำนาจรัฐเหล่านี้....
เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ แห่งประชาชาติ ก็เป็นเพียง ลมปากจากนักสิทธิมนุษยชนจอมปลอมเหล่านี้....
การก่อรูปการทางสังคม หรือการก่อรูปการทางวัตถุของกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งภายนอก...
วัตถุ...ในความหมายในที่นี้หมายถึง....รูปการที่เกิดขึ้นของสิ่งต่างๆกระบวนการต่างๆความสัมพันธ์ต่างๆ...อันสามารถตรวจวัดได้ถึงความแตกต่างจากสิ่งอื่น...
รูปการทางวัตถุที่เกิดขึ้นใดๆ...ล้วนมีหลักการพื้นฐานแห่งการก่อรูปการในทางฟิสิกส์....อันได้แก่
พลังงาน...ที่ดำรงอยู่ในระบบนั้นๆที่เป็นผลจากอันตรกิริยากับสิ่งต่างๆ
ศักยภาพทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ในมนุษย์ และในทางสังคมแต่ละสังคม...ก็คือการดำรงอยู่แห่งพลังงานในการก่อรูปการทางวัตถุนั้นๆ...
เช่นในรูปแบบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์...ก็ได้แก่ระบบทุน....ศักยภาพแห่งทุนที่ดำรงรงอยู่ของมนุษย์ และของสังคม....ในทางรัฐศาสตร์ ได้แก่ระบบการเมืองการปกครองต่างๆ....ในรูปการจิตสำนึกต่างๆก็ได้แก่...วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่ดำรงอยู่ภายใต้การสั่งสมมายาวนานในทางประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนาของมนุษยชาติ...
นอกจากจะตรวจวัดในความแตกต่างของระบบพลังงานที่ดำรงอยู่รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพ....
การเปลี่ยนแปลงของระบบสังคม....ยังมีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นไปตามหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์อีกประการหนึ่งกล่าวคือ...เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนไปของระดับพลังงานทางสังคมที่ดำรงอยู่ในสังคมนั้น
การเปลี่ยนแปลงในทางสังคม ที่มีวิวัฒนาการระบบการผลิตในทางสังคมและการพัฒนารูปการจิตสำนึก จากสังคมบรรพกาล สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม(สังคมที่มีความเข้มข้นแห่งการผูกขาดการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน) และสู่ยุคปัจจุบัน สังคมบริโภคนิยม(สังคมการบริโภคแบบเสมือน)ล้วนแล้วเป็นการเปลี่ยนไปแห่งระดับของศักย์ ทางกายภาพ และระดับศักย์ทางปัญญา-จิตวิญญาณ ที่สังคมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงไป
การประเมินศักยภาพทางกายภาพและศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ในสังคม อันประกอบเป็นองค์รวมทางสังคมหนึ่งสังคมใด....ล้วนเป็นไปอย่างมีการเปรียบเทียบ...หรือสัมพัทธ์
คุณค่า ที่ตรวจวัด ย่อมตรวจวัดได้จากขอบเขตุความสัมพันธ์ที่กว้างขวางขึ้น หรือมีขอบเขตุแห่งการขยายออกไปจากตัวตนกว้างขวางขึ้น....
ระบบคุณค่าทางสังคมใด...ที่มีกรอบกระบวนทัศน์อันขยายกว้างขวางขึ้นไปสู่การรับรู้แห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสรรพสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน...ย่อมเป็นระบบที่มีทิศทางแห่งการยกระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น...เมื่อเปรียบเทียบกับจุดเริ่มต้นแห่งการก่อรูปการทางสังคมมนุษย์และมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ......
ระบบที่ก่อให้มนุษย์ในสังคมนั้นๆ....ดำรงชีวิตได้ด้วยความมีเสรี....แห่งดุลยภาพทางกายภาพและทางปัญญา....บนพื้นฐานแห่งความสุขที่ได้รับในกระบวนการทางสังคมนั้นๆพร้อมๆไปกับสังคมภายนอก.....
ระบบสังคมที่ว่านี้....ย่อมเป็นสังคมที่มีขนาดและปริมาณของพลังงานที่สูงกว่าสังคมที่พัฒนาไปไม่ถึงขั้นนี้....
สังคมบางสังคม...แม้ว่าทางกายภาพจะพัฒนาสูงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย...แต่มนุษย์ในสังคมก็ยังขาดเสรี....หมายถึงเสรีที่จะดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข...
เมื่อกล่าวโดยองค์รวมแห่งสังคมแล้ว....สิ่งที่จะชี้วัดระดับขนาดปริมาณและคุณภาพของพลังงานแห่งระบบสังคมนั้นย่อมต้องประกอบไปด้วย องค์รวมศักยภาพที่ดำรงอยู่ทางกายภาพและทางจิตวิญญาณแห่งสังคมนั้นๆ
เราไม่อาจกล่าวได้ว่า....สังคมโจร..ที่อาศัยการปล้นฆ่า และผลิตเทคโนโลยีแห่งการเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยความทันสมัย....เป็นสังคมที่มีระบบพลังงานสูง.....เมื่อเรามองแบบองค์รวมถึงระดับการพัฒนาทางด้านจิตใจ....หรือจิตสำนึกในสังคม...
การก่อรูปการทางสังคมแบบโจร...ก็เกิดจากทิศทางที่บิดเบี้ยวแห่งการก่อรูปการทางสังคมนั้น...
นอกจากนี้...หลักการทั่วไปในทางฟิสิกส์แห่งการก่อรูปการทางวัตถุใดๆ...ยังมีประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือ...
รูปการทางวัตถุแห่งระบบปัจจุบันใดๆ....เป็นการก่อรูปการขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น...ณ.เวลาอ้างอิงปัจจุบัน....
การเกิดรูปการใหม่ในปัจจุบัน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรูปการของอดีต...
หากแต่ว่าบทบาทของอดีต....มีส่วนสำคัญต่อทิศทางแห่งการพัฒนาไป ณ.เวลาปัจจุบัน...
ดังนั้น....รูปการแห่งการพัฒนาไปในปัจจุบันของสังคม...จึงประกอบไปด้วย
ทิศทางของร่องรอยแห่งอดีต....ทิศทางแห่งการกระทำการปฏิบัติทางสังคมแห่งปัจจุบัน...และรวมไปถึง ทิศทางแห่งความไฝ่ฝันหรือร่องรอยแห่งอนาคต....
ประกอบกันขึ้น...เป็นองค์รวมแห่งกระบวนทัศน์ของคนส่วนใหญ่ในทางสังคมปัจจุบัน...
การวิเคราะห์แบบองค์รวมในทางสังคม
การวิเคราะห์แบบองค์รวมในทางสังคม
................................
การคิดใหม่ต่อหลักการ
และแนวคิดทั่วไปในการวิเคราะห์:
หลักการพื้นฐานโดยทั่วไปในกระบวนการรับรู้ในการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ต่างจากปิระมิดที่มียอดแหลมตั้งบนพื้น....ถ้าเปรียบพื้นดินเหมือนความรับรู้อันกว้างใหญ่ไพศาลในจักรวาล....โดยมีปลายแหลมของยอดปิระมิดที่เป็นบริเวณที่มนุษย์ทำความเข้าใจต่อโลกและสรุปเป็นหลักการ
.....เมื่อมีการต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆขององค์ความรู้....ฐานที่เล็กแต่ส่วนบนมีการแตกแขนงไปไม่สิ้นสุด....ย่อมล่องลอยอยู่บนฟ้าและในที่สุดก็ล้มลงสัมผัสความเป็นจริงยังพื้นดิน.....และสร้างพื้นฐานใหม่....
......นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า...ทำไมจึงต้องมีการคิดใหม่ในเรื่องหลักการ...ก็เพื่อหารากฐานที่ถูกต้องในการต่อยอด....
หลักพื้นฐานในการคิด....ที่มีหลายรูปแบบเช่น...
แบบแยกส่วนย่อย
แบบการสรุปรวบยอด
แบบบูรณาการ
ในแบบบูรณาการจะเห็นว่ามีฐานของปิระมิดหลายๆปิระมิดแห่งสหวิชาหลายๆสาขาที่เอาปลายแหลมตั้งไว้หลายๆบนดินแดนแห่งความรู้อันเป็นรากฐานการต่อยอดขึ้นไป....จากหลายๆฐานที่เกี่ยวโยงกัน...
หากแต่ว่า....กระบวนทัศน์แบบองค์รวม( holistic paradigm )ที่นำเสนอนี้เป็นแบบวิธีคิดอีกแบบ....ที่ขยายกรอบอ้างอิงให้กว้างขึ้น...เช่นกรอบมิติ...ในการอ้างอิง..
โดยสรุปเป็นกรอบกว้างๆเรียกว่า....มิติแห่งองค์รวมพหุภาพ..
องค์รวมพหุภาพ.....หมายถึงองค์รวมอันประกอบเป็นเอกเทศของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในการตรวจวัด....และสัมพันธ์กับสิ่งที่ตรวจวัด....
การวิเคราะห์ทุนอันเป็นหน่วยพื้นฐานหนึ่งในทางเศรษฐกิจการเมืองเช่นกัน...มีรากฐานในการวิเคราะห์ดังได้กล่าวมาแล้ว...คือ....
การวิเคราะห์บนรากฐานทฤษฎีแบบเสรีนิยม
การวิเคราะห์บนรากฐานทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์
และการวิเคราะห์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบองค์รวม....
ผู้เขียนจะเน้นหนักเฉพาะทุน...แห่งระบอบธรรมาธิปไตย....เช่นระบบทุนแบบ ethical capital อันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ ของโครงสร้างชั้นบนในระบอบรัฐแห่งธรรมาธิปไตย
Ethical capital หรือทุนแบบมีศีลธรรม ( ทุนในอุดมคติของระบบที่กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุนเกิดดุลยภาพ) ซึ่งมีความหมายครอบคลุมที่กว้างขวาง....อันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆที่เป็นศักยภาพแห่งทุนที่ดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ.....รวมถึงศาสนา....ความเชื่อทางจิตวิญญาณต่างๆของผู้คน....
รวมไปถึงจุดอ่อนต่างๆของระบอบทุนภายใต้กรอบกลไกแลกเปลี่ยนแบบเสรีนิยม....และแบบสังคมนิยม...
ทุน...หน่วยย่อยพื้นฐานเศรษฐกิจ-การเมือง
ระบอบเศรษฐกิจการเมืองใดๆล้วนแล้วมิอาจแยกออกจากการพัฒนาไปของระบอบทุนในโลก....
ทุน อันถือเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานหนึ่งในทางเศรษฐกิจและการเมืองในสังคม....และเป็นรากฐานสำคัญต่อความสัมพันธ์ต่างๆของผู้คนในสังคมที่ก่อเกิดรูปการจิตสำนึกต่างๆ
การทำความเข้าใจในการพัฒนาไปของทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงไปของสังคม...วัฒนธรรม...การเมือง...ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ไปของทุน...
นิยามของทุน...มีผู้ให้คำอธิบายไว้หลายมุมมอง...ในทฤษฎีของฝ่ายสังคมนิยม...ได้ให้คำอธิบายว่า....
ทุน...เกิดจากแรงงาน....และผลจากแรงงานได้สร้างมูลค่าส่วนเกิน....และจากการสะสมทุนที่เกิดจากแรงงานส่วนเกิน ก่อให้เกิดชนชั้นใหม่คือชนชั้นนายทุน...ที่มีอำนาจผูกขาดควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆ.....จึงก่อให้เกิดทฤษฎีแห่งการต่อสู้ทางชนชั้น...และก่อเกิดรัฐแห่งสังคมนิยมขึ้น.....
ขณะที่อีกแนวคิดหนึ่ง...ยึดถือความมีเสรีภาพแห่งทุน....และก่อให้เกิดความมั่งคั่งและใหญ่โตของทุนที่เป็นปัจเจกชนขนาดใหญ่ขึ้น...จนไปสู่การข้ามชาติและไร้รัฐ...
ในแนวคิดที่นำเสนอ...จะพิจารณาทุนในอีกแง่มุมหนึ่ง...เพื่อนำเสนอว่าทุนแห่งรัฐธรรมาธิปไตย....เกิดขึ้นได้อย่างไร...
รัฐแห่งธรรมาธิปไตย ก็คือรัฐที่มีกระบวนการจัดความสัมพันธ์ของระบอบทุนอย่างมีดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....
การกำเนิดของทุน....และกลไกแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน
มนุษย์ ทุกคนที่เกิดมาบนโลก...ต่างล้วนมีความแตกต่างกัน...ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เกิดมาเหมือนกันทุกประการแม้แต่เด็กฝาแฝดก็ตาม....
ความแตกต่างเหล่านี้...แยกเป็นความแตกต่างทางศักยภาพทางกายภาพ...และความแตกต่างทางศักยภาพทางปัญญารวมถึงจิตวิญญาณ...
องค์รวมของศักยภาพเหล่านี้ ที่ประกอบเป็นมนุษย์ผู้นั้น ที่มีความแตกต่างจากผู้อื่น....เมื่อมนุษย์มีการอยู่กันเป็นสังคม....จึงก่อให้เกิดกระบวนแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นที่มีศักย์สะสมไว้แตกต่างกัน....
จึงมีการเกิดขึ้นของ....กลไกแห่งการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของทุน....
เช่น...ระบบการประเมินคุณค่าของศักยภาพที่มีอยู่....ระบบแลกเปลี่ยนศักยภาพ...
ในยุคบรรพกาล....ก็ย่อมมีการประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันไป....ศักยภาพที่ได้เปรียบทางกายภาพบางครั้งอาจถูกประเมินว่ามีคุณค่าที่สูงกว่า...
เมื่อกลไกแห่งการแลกเปลี่ยนไร้ซึ่งดุลยภาพ.....ภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนไป....รวมไปถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและลดลงของผู้คนเมื่อมีการเปรียบเทียบอย่างสัมพัทธ์.....
การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น......จากการขาดดุลยภาพในการแลกเปลี่ยนเหล่านั้น......
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)